ห้องข่าวภาคเที่ยง - เหลือเวลาอีก 14 วัน สำหรับการยืนยันตัวตน เพื่อเข้าสู่การคัดกรอง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เริ่มเก็บข้อมูลกลุ่มตกสำรวจแบบเคาะประตูบ้าน
ผู้ใหญ่บ้านทุ่งไผ่ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ ลงพื้นที่สำรวจข้อมูล คุณยายท่านหนึ่ง อายุ 91 ปี ต้องเลี้ยงลูกพิการ 4 คน หลังชวดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก่อนหน้านี้ เพราะสาเหตุเคยมีเงินรับบริจาคในบัญชีธนาคาร เป็นหลักแสน ตอนนี้ใช้จ่ายไปเกือบหมดแล้ว มีเพียงเบี้ยผู้สูงอายุ เดือนละ 1,000 บาท และเบี้ยพิการ ของลูกทั้ง 4 คน คนละ 1,000 บาท รวมคร่าว ๆ ขั้นต่ำเดือนละ 5,000 บาท โดยผู้ใหญ่บ้าน จะนำข้อมูลทั้งหมด ให้เจ้าหน้าที่พิจารณา คัดกรองคุณสมบัติ อีกครั้ง
ส่วนที่ จังหวัดบุรีรัมย์ เหมือนกัน หนุ่มพิการสุดช้ำ ลืมโทรศัพท์มือถือ มูลค่ากว่า 13,500 บาท เขาวางไว้ที่หน้าตะกร้ารถจักรยานยนต์ ถูกขโมย ฉกไปเรียบร้อย เหลือแค่แบตเตอร์รีสำรองไว้ให้ดูต่างหน้า หนุ่มพิการ วอนนำโทรศัพท์มาคืนเพราะเพิ่งใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทย พลัส ไปแค่ครั้งเดียว เขายินดีจ่ายค่าไถ่ให้ 1,000 บาท ตำรวจดูภาพจากกล้องวงจรปิด ระบุไม่น่าจะตามหาตัวยาก จะเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีโดยเร็ว
ส่วนประเด็น รัฐบาล อยู่ระหว่างทบทวน เกณฑ์คัดกรอง ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีลูกนำชื่อพ่อแม่ ไปยื่นขอลดหย่อนภาษี เลี้ยงดูบุพการี ทำให้พ่อแม่ ถูกตัดสิทธิ์ บัตรสวัสดิการ ฯ นั้น ผู้สื่อข่าวพิเศษ ที่จังหวัดอุทัยธานี เร็วมาก ลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องนี้ บางคนบอกก่อนหน้านี้ก็กังวล กลัวไม่ได้รับสิทธิ์ ตอนนี้มีข่าวว่า รัฐจะทบทวน ก็เริ่มโล่งใจขึ้น
ส่วน เหล่ามนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ กลับมองว่า รัฐบาลควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ และตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนดำเนินมาตรการ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่ดูแลบิดามารดาจริง เพราะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการลงโทษ หรือกลั่นแกล้ง ผู้สูงอายุ และครอบครัวที่ดูแลบิดามารดาอยู่แล้ว ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการสนับสนุนมากกว่า พร้อมมองว่าไม่ควรตัดสินทุกกรณีด้วยมาตรฐานเดียว แต่ควรพิจารณาเป็นรายบุคคล และตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน
ขณะเดียวกัน หลายคนเห็นว่า หากภาครัฐจะมีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ ควรแจ้งให้ประชาชนรับทราบล่วงหน้า และกำหนดระยะเวลาปรับตัวอย่างชัดเจน ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน