สว. จี้ สภาฯ ตัดสัมพันธ์เขมร งดความช่วยเหลือทุกด้าน ให้โควตาประเทศพันธมิตรอื่นแทน

สว. จี้ สภาฯ ตัดสัมพันธ์เขมร งดความช่วยเหลือทุกด้าน ให้โควตาประเทศพันธมิตรอื่นแทน

View icon 46
วันที่ 8 มิ.ย. 2569 | 11.55 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
สว. จี้ ประธานรัฐสภา ตัดสัมพันธ์กัมพูชา พร้อมงดความช่วยเหลือ โดยเฉพาะโครงการด้านการศึกษา จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ หลังยังท้าทาย ทำสงครามจิตวิทยาก่อกวน ถามกลับต้องทนต่อหรือ

วันนี้ (8 มิ.ย.69) นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงข่าวเรียกร้องให้ประธานรัฐสภา ตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาในระดับรัฐสภา ด้วยการให้ยกเลิกกลุ่มมิตรภาพไทย-กัมพูชาของรัฐสภาว่า จากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งมีการทำสงครามจิตวิทยาก่อกวนประเทศไทย ทั้งที่ไทยพยายามยุติการสู้รบมาโดยตลอด แต่ก็ยังมีประเด็นเข้ามาตามแนวชายแดน และเนื่องจากรัฐสภามีกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-กัมพูชา ที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อให้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริม และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสมาชิกรัฐสภา แลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างรัฐสภา และการเยือนต่าง ๆ

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมองว่า ไม่จำเป็นจะต้องมีการติดต่อกับกัมพูชา โดยรัฐสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ไม่ควรจะต้องมีความสัมพันธ์กับกัมพูชากันอีกต่อไป ตนจึงได้ทำหนังสือเรียกร้องถึงประธานรัฐสภา ให้พิจารณายกเลิกกลุ่มมิตรภาพดังกล่าว เพื่อเป็นการตัดความสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด และทบทวนภารกิจต่าง ๆ ของกลุ่มมิตรภาพนี้ รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษารูปแบบ หลักเกณฑ์ในการประสานงานตามสถานการณ์ หรือหากผลการศึกษาพบว่า ไม่ควรที่จะคงให้มีกลุ่มดังกล่าวอีกแล้ว ก็ให้พิจารณาทบทวนโครงสร้าง และยกเลิกทันที

พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการที่เป็นสมาชิกรัฐสภา และอยู่ในกลุ่มมิตรภาพดังกล่าว จำนวน 9 คน ซึ่งมีทั้ง สส.ฝ่ายรัฐบาล สส.ฝ่ายค้าน และ สว. ให้ถอนรายชื่อ และลาออกจากคณะกรรมการ เพื่อตัดความสัมพันธ์ รวมถึงขอประธานรัฐสภาที่เป็นผู้มีอำนาจในการจัดตั้ง ถ้าเห็นแก่ประชาชนจริง ๆ ก็ควรพิจารณาให้ตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ นายปริญญา ยังขอให้รัฐบาลชะลอ หรือปรับลดงบประมาณช่วยเหลือกัมพูชาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ได้แก่ 1.การตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัว และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี สำหรับเด็กกัมพูชาที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

2. ยกเลิกโครงการโรงเรียนชายแดนสำหรับนักเรียนไป-กลับ เฉพาะเด็กกัมพูชา 541 คน ซึ่งขณะนี้กลุ่มนักเรียนดังกล่าว ไม่ได้เดินข้ามแดนมาโรงเรียนไทย เนื่องจากปิดด่านชายแดน

3. ชะลอความช่วยเหลือ ด้านการศึกษาอื่น ๆ เว้นแต่ที่ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น นักเรียนทุนไม่ต้องส่งกลับให้ดำเนินการต่อไป ให้เรียนจนจบตามหลักมนุษยธรรม แต่งดสนับสนุนโครงการอื่น เช่น โครงการภายใต้ความร่วมมือตามกรอบ Thailand International Cooperation Agency (TICA)

4.งดกิจกรรม Thailand Education and Job fair

5. ยกเลิกทุนการศึกษา Thailand Scholarships 2005 (CLMV) ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจัดให้กับนักเรียนกัมพูชา, ลาว และเวียดนาม เพื่อศึกษาในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก โดยให้ปรับลดเฉพาะกัมพูชา แล้วนำไปเพิ่มให้กับประเทศพันธมิตรอื่นแทน

6.ยกเลิกโครงการทุนแลกเปลี่ยนนักศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยให้ตัดปรับลดเฉพาะกัมพูชา และไปมอบโควตาให้กับประเทศที่เป็นพันธมิตรของไทย เช่น กลุ่มอาเซียนอื่นอย่าง ติมอร์-เลสเต หรือภูฎาณ

7.ยกเลิกโครงการให้ทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยรัฐในไทย

8.รณรงค์ขอความร่วมมือ หน่วยงานที่สนับสนุนการศึกษาให้กับกัมพูชา ทั้งภาคเอกชน, ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม

นายปริญญา กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความช่วยเหลือกัมพูชา รวมถึงกลุ่มประเทศอาเซียน ผ่าน TICA ในเกือบทุกด้าน ทั้งการศึกษา, สาธารณสุข, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, มนุษยธรรม, ผู้ลี้ภัย และความร่วมมือการค้าชายแดน ดังนั้นประเทศไทยควรทบทวนการดูแลเรื่องดังกล่าว โดยควรชะลอ หรือควรงดความช่วยเหลือดังกล่าว จนกว่าสถานการณ์ชายแดนจะกลับมาปกติ

เมื่อถามว่า จะเป็นการสวนทางกับรัฐบาลที่กำลังมีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์หรือไม่ นายปริญญา กล่าวว่า วันนี้ในพื้นที่ชายแดน อย่าง จ.สุรินทร์ ก็เริ่มมีปัญหามากขึ้น ถามว่า วันนี้เราต้องอดทนต่อไปหรือไม่ ที่เราพยายามทำดี อดทน แต่ประชาชนสูญเสียกันไปเท่าไหร่ และถามว่า เราเคยเห็นความรับผิดชอบจากฝ่ายกัมพูชาอย่างจริงใจหรือไม่ อีกทั้งการท้าทายของกัมพูชาก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง เรายังไม่เคยเห็นการสำนึกผิดอย่างจริงใจ ดังนั้น ทำไมเราต้องคอยช่วยเหลือต่อไป ซึ่งที่จริงแล้วเราควรเรียกร้องไปถึงนานาชาติ และประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยซ้ำ ให้ช่วยกันบอยคอตประเทศกัมพูชา

นายปริญญา ยืนยันว่า สิ่งที่ตนเรียกร้อง ไม่ได้เรียกร้องเพื่อความสะใจ แต่เรียกร้องให้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ความเดือดร้อนของประชาชน และจิตใจของประชาชน รัฐสภาจะนิ่งดูดายได้หรือ ซึ่งขอให้ติดตามต่อไปว่า ประธานรัฐสภาจะดำเนินการอย่างไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง