คู่รักชาวต่างชาติยังปากแข็งไม่ยอมรับว่าทิ้งเด็กทารกวัย 2 สัปดาห์ ไว้ใต้ต้นไม้ในซอยเปลี่ยวในเมืองอุดรธานี ทำเด็กเสียชีวิต ไม่ยอมให้เก็บสารคัดหลั่งเพื่อนำไปตรวจ DNA แถมสวดมนต์ประสานเสียงขณะถูกสอบสวน
วันนี้ (12 มิ.ย. 69) จากเหตุการณ์คู่รักต่างชาติ หนุ่มสวีเดนและสาวอเมริกัน เอาเด็กทารกเพศหญิงวัย 2 สัปดาห์ ไปทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ริมคลองในซอยเปลี่ยวเทศบาลนครอุดรธานี จนทำให้เสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล หลังจากนั้นทั้งสองคนถูกควบคุมตัวไว้ในห้องขัง สภ.เมืองอุดรธานี โดยมีแผนที่จะเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งทั้งคู่ เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับเด็กทารก ยืนยันความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมว่าเป็นพ่อแม่ลูกกัน และเป็นหลักฐานประกอบสำนวนพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
พ.ต.ท.วัฒนพงษ์ จำนงอุดม สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี พร้อมด้วยตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ตำรวจท่องเที่ยวอุดรธานี ได้ร่วมกันสอบสวน น.ส.ไบรเดน อายุ 29 ปี สัญชาติอเมริกา และนายคาริม อายุ 39 ปี สัญชาติสวีเดน เบื้องต้นทั้งคู่ยังให้การไม่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยังไม่ปริปากบอกถึงพฤติกรรมประหลาด ที่ร่วมกันสวดมนต์ประสานเสียงขณะถูกสอบสวน
ทาง พ.ต.ท.วัฒนพงษ์ ได้แจ้งข้อกล่าวหาผ่านล่ามซ้ำอีกครั้ง “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกิน 9 ปีไว้ ณ ที่ใด เพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสียจากตนโดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล เป็นเหตุให้เด็กถึงแก่ความตาย” ซึ่งทั้งสองคนไม่ยอมรับว่ากระทำผิด จากนั้นได้ทำความเข้าใจกับทั้งคู่เพื่อขอเก็บสารคัดหลั่งเพื่อนำไปตรวจ DNA แต่ทั้งคู่ก็ไม่ยิมยอมให้ดำเนินการ แม้ว่าตำรวจพิสูจน์หลักฐานจะเตรียมอุปกรณ์ไว้แล้ว ทางตำรวจท่องเที่ยวพยามยามเกลี้ยกล่อมแต่ก็ไม่เป็นผล
หลังตำรวจใช้เวลาพูดคุยอยู่ประมาณ 30 นาที จึงได้จับทั้งสองคนแยกห้องสอบสวน แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่มีท่าทีจะยอมให้เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง ยิมยอมเพียงแค่ให้เก็บลายนิ้วมือไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งทางตำรวจพิสูจน์หลักฐานจึงทำการเก็บวัสดุอุปกรณ์กลับสำนักงาน และจะตามไปเก็บหลักฐานอีกครั้งที่ศาล จ.อุดรธานี หลังจากที่พนักงานสอบสวนรวบรวมสำนวนแล้วเสร็จ คาดว่าจะทำการส่งตัวไปฝากขังศาลในวันพรุ่งนี้ (13 มิ.ย. 69) หากทั้งคู่ยังไม่ยิมยอม ก็จะเปลี่ยนเทคนิคกับการเก็บตัวอย่าง คาดว่าจะใช้วิธีการตรวจหาจากเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้
ทั้งนี้ แม้ว่าทางเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายจะช่วยกันทำการสอบปากคำทั้งคู่อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้มากนัก ทั้งคู่บ่ายเบี่ยงตอบคำถาม และทำพิธีกรรมร่ายบทคาถาเสียงดังตามความเชื่อของทั้งคู่ แม้เจ้าหน้าที่จากสถานทูตต้นทางของทั้งสองคนมาร่วมพูดคุยก็ยังไม่ได้ข้อมูล
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองระบุว่า ต้องทำตามขั้นตอนของกฎหมาย และต้องดำเนินการอย่างละมุนละม่อม คาดว่าหากได้ตัวอย่างสารคัดหลั่งหรือตัวอย่าง DNA จะสามารถเชื่อมโยงเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อหาข้อสรุปได้อย่างชัดเจน