ฝากขัง สตต. ยิงวิน จยย.ประชาสงเคราะห์ ดับ 2 เจ็บ 1 ภรรยาผู้เสียชีวิต ค้านประกันตัว เผยถูกข่มขู่ ยอมรับว่าสามีอาจมีส่วนผิดที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่หากไม่มีการใช้คำพูดหยาบคายตั้งแต่แรก เหตุรุนแรงก็คงไม่เกิดขึ้น ผู้ต้องหาอ้างถูกรุมทำร้าย แต่เมื่อมีการใช้อาวุธ ทุกคนต่างพากันวิ่งหนี ขณะที่ผู้ก่อเหตุกลับยิงต่อเนื่อง จนสร้างความสูญเสียร้ายแรง
ความคืบหน้าคดียิงวิน จยย. วันนี้ (15 มิ.ย.69) ที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง พนักงานสอบสวนได้นำตัว ส.ต.ต.นำทัพ (สงวนนามสกุล) ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.21) ผู้ต้องหาในคดีใช้อาวุธปืนยิงวินจักรยานยนต์รับจ้าง บริเวณหน้าปากซอยประชาสงเคราะห์ 38 เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 1 คน ไปขออำนาจศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ฝากขัง
พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พยายามฆ่าผู้อื่น และพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ มีอัตราโทษสูง และเกรงว่าหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจหลบหนี
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน โดยคนแรกเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนอีกคนคือ นายชรินทร์ หรือบอล วินจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
ด้าน น.ส.เบญจวรรณ ภรรยาของนายชรินทร์ เปิดเผยว่า ก่อนเสียชีวิต แพทย์แจ้งว่าสามีมีภาวะสมองตายและไม่ตอบสนองต่อการรักษา กระทั่งเสียชีวิต ในวันนี้ (15 มิ.ย.69) เดินทางมาเพื่อคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ
น.ส.เบญจวรรณ ระบุว่า แม้ต้นเหตุจะมาจากการโต้เถียงเรื่องค่าโดยสาร แต่จากภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏในคลิป มองว่าผู้ก่อเหตุมีลักษณะเดินวนเวียนและพยายามหาเรื่องตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ อีกทั้งวินจักรยานยนต์ที่พูดคุยกับผู้ต้องหาโดยตรง ยืนยันว่าได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากตัวผู้ก่อเหตุด้วย
ภรรยาของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ขณะนี้รู้สึกกังวลเรื่องความปลอดภัยของพยานในคดี จึงไม่ต้องการให้คนใกล้ชิดเดินทางมาที่สถานีตำรวจมากนัก หลังจากวานนี้ (14 มิ.ย.69) มีบุคคลปริศนาเข้ามาพูดคุยในลักษณะข่มขู่กลุ่มวินจักรยานยนต์ที่อยู่ในเหตุการณ์
ภรรยาของผู้เสียชีวิต อ้างว่า บุคคลดังกล่าวสวมหมวกกันน็อก สวมหน้ากากอนามัย และแว่นตาปกปิดใบหน้า ก่อนเข้ามาสอบถามว่าเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือไม่ เมื่อถูกถามกลับว่าเป็นใคร กลับตอบในลักษณะข่มขู่ว่า “ไม่ต้องรู้ว่ากูเป็นใคร พูดมากเดี๋ยวจะโดนเหมือนพวกนั้น” ทำให้ตนและครอบครัวรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
น.ส.เบญจวรรณ ยังกล่าวอีกว่า ครอบครัวของตนเป็นเพียงประชาชนทั่วไป ไม่มีเส้นสายหรืออำนาจใด ๆ และยอมรับว่าสามีอาจมีส่วนผิดที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่หากไม่มีการยั่วยุหรือใช้คำพูดหยาบคายตั้งแต่แรก เหตุการณ์รุนแรงก็คงไม่เกิดขึ้น พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตต่อคำกล่าวอ้างของผู้ต้องหาที่ระบุว่าถูกรุมทำร้าย โดยมองว่าจากข้อเท็จจริงมีเพียงคนไม่กี่คนอยู่ในเหตุการณ์ และเมื่อมีการใช้อาวุธปืนยิง ทุกคนต่างพากันวิ่งหนี แต่ผู้ก่อเหตุกลับยิงต่อเนื่อง จนสร้างความสูญเสียร้ายแรง
นอกจากนี้ ภรรยาของผู้เสียชีวิต ยอมรับว่า ขณะนี้ครอบครัวกำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ โดยมีผู้กล่าวหาว่าฝ่ายวินจักรยานยนต์เป็นผู้เริ่มหาเรื่องก่อน จึงอยากขอให้สังคมรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกด้าน และขอความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ทั้งนี้ ครอบครัวได้เดินทางเข้าแจ้งความกรณีถูกข่มขู่ไว้เป็นหลักฐานแล้ว ขณะที่ร่างของนายชรินทร์จะถูกนำไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ วัดปุณณที ศาลา 1