แม่ของ น้องเติมฝัน ยืนยันเอาเรื่องให้ถึงที่สุด จ.ลำปาง

View icon 32
วันที่ 15 มิ.ย. 2569 | 11.43 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - ตามกันต่อกับเรื่องราวของ "น้องเติมฝัน" เหยื่อเมาแล้วขับ ล่าสุดผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ขอจ่าย 30,000 บาท และจะตั้งทนายสู้คดี ด้านแม่ของน้องเติมฝัน จะสู้ให้ถึงที่สุด

โดย เมื่อวานนี้ นายกมล ถาน้อย ทนายความชื่อดังจังหวัดลำปาง เดินทางเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ และให้คำปรึกษาเรื่องคดีความแก่ครอบครัวน้องเติมฝัน และเจ้าของรถเก๋งคันสีขาว

หลังถูกนายเดช อายุ 57 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เมาแล้วขับ ซิ่งชนท้ายจากนั้นรถก็พุ่งชน น้องเติมฝัน เสียชีวิต และทำให้แม่ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา

เรื่องคดียังไม่ลงตัว ล่าสุด นายเดช (ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน) แต่งตั้งทนายเพื่อสู้คดี พร้อมส่งชายหญิง 5-6 คน ไปที่โรงพยาบาล พยายามจะเข้าไปขอพบ แต่ครอบครัวไม่ให้พบ

ซึ่งแม่ของน้องเติมฝัน บอกว่า นายเดช ฝากเงินมาเยียวยา 30,000 บาท แต่แม่-พ่อของน้องเติมฝัน ล็อกห้องปฏิเสธไม่ให้เข้าพบจะขอพูดคุยผ่านทนายความเท่านั้น

กลุ่มคนดังกล่าวก็ไม่ยอมกลับ ทำให้แม่-พ่อของน้องเติมฝันผวา โทรตามนักข่าวไปที่โรงพยาบาล ทั้งหมดจึงยอมกลับ ทางครอบครัวน้องเติมฝัน ย้ำว่าจะขอดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะสายเกินไปที่จะรับการเยียวยาด้วยเงินเพียง 30,000 บาท

และผู้สื่อข่าว ได้รับการเปิดเผยจาก เจ้าของร้านอาหารในพื้นที่ ตำบลเสด็จ อำเภอเมืองลำปาง พร้อมนำภาพจากกล้องวงจรปิด มาให้ผู้สื่อข่าวดูว่า เธอได้โพสต์วิจารณ์ข่าวนี้ จากนั้นก็มีผู้หญิง ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านใน ตำบลพิชัย ซึ่งเป็นคนละหมู่บ้านกับเธอ ขี่จักรยานยนต์มาขอให้เธอลบโพสต์ดังกล่าว ทำให้เธอรู้สึกว่าถูกคุกคาม

ซึ่งเจ้าของร้านก็เล่าว่า เธอโพสต์วิจารณ์ข่าวนี้ มีการแชร์ข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ ต่อมาก็มีญาติของนายเดชนายตำบลพิชัย ไปเห็นโพสต์ แล้วรู้จักเธอ จึงไปบอกผู้ใหญ่บ้าน ในตำบลพิชัย เพื่อให้มาบอกเธอลบโพสต์ แต่จู่ ๆ ก็มีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่เป็นผู้หญิง จากตำบลพิชัย เข้ามาบอกให้ลบ ตนยิ่งโมโห  และถือว่าเป็นการเอาตำแหน่งหน้าที่มาข่มขู่ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของตนเอง

ต่อมาผู้สื่อข่าวไปสอบถามผู้ใหญ่บ้าน ตำบลพิชัย ที่ถูกกล่าวถึง ก็ได้เรื่องว่า ญาติของนายเดช ติดต่อมาจริง จึงได้ประสานไปผู้ใหญ่บ้าน ตำบลเสด็จ แต่หญิงคนในวงจรปิด เป็นภรรยาของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านใน ตำบลเสด็จ ทราบเรื่องก่อน ด้วยความหวังดี จึงรีบไปบอก ยืนยันไม่ได้มีเจตนาข่มขู่

ทั้งหมด ก็ไปทำความเข้าใจกับเจ้าของร้านอาหาร เพราะเป็นเรื่องเข้าใจผิด ซึ่งเจ้าของร้านอาหารก็เข้าใจ และไม่ได้เอาเรื่องอะไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง