ว่างจากทำนา ชาวบ้านรวมกลุ่มทอเสื่อกก สร้างรายได้หล่อเลี้ยงชุมชน

ว่างจากทำนา ชาวบ้านรวมกลุ่มทอเสื่อกก สร้างรายได้หล่อเลี้ยงชุมชน

View icon 20
วันที่ 16 มิ.ย. 2569 | 10.54 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ว่างจากทำไร่ ทำนา ใช้วัตถุดิบในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ ชาวบ้านรวมกลุ่มทอเสื่อกกพื้นบ้าน พัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างแบรนด์ติดตลาด มีรายได้หล่อเลี้ยงชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านกลุ่มสมาชิก หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโป่งแค อ.กระนวน จ.ขอนแก่น กำลังเก็บต้นกก สายพันธุ์พระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานให้ชาวบ้านมาปลูกไว้แทบทุกบ้าน ตามสวนหลังบ้านหรือที่ว่างที่พอปลูกได้ โดยใช้ระระเวลาการปลูกประมาณ 4-5 เดือน ต้นกกจะมีความยาวพอจะนำมาทอเป็นเสื่อได้ โดยนำมาวัดขนาดตัดให้ได้ความยาวตามต้องการ จากนั้นใช้มีดสอยให้เป็นเส้นเล็ก นำใส้ในออก เอาไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำมาต้มชุบย้อมด้วยสีที่ได้จากเปลือกไม้และวัสดุธรรมชาติ ก่อนนำมาทอเป็นเสื่อกกผืนงาม เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น กระทั่งถูกมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายรูปแบบ ภายใต้แบรนด์ “ช่อแคทอง” ตั้งแต่กระเป๋า กล่องทิชชู สมุดบันทึก และแฟ้มเอกสาร สร้างรายได้เสริมให้สมาชิกกว่า 60 คน พร้อมก้าวสู่สินค้า OTOP ระดับ 4 ดาว

นางนิชนาฎ นรจินต์ ประธานกลุ่มหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโป่งแค กล่าวว่า หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโป่งแค ต.ห้วยโจด อ.กระนวน จ.ขอนแก่น เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มของชาวบ้านที่มีทักษะการทอเสื่อกกอยู่แล้ว โดยใช้เวลาว่างหลังฤดูทำการเกษตรมาสร้างรายได้เสริม กระทั่งในราวปี 2556 ได้รับการส่งเสริมภายใต้โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ก่อนพัฒนาสู่การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสมาชิกเริ่มต้นที่ประมาณ 30 คน ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกกว่า 60 คน ร่วมกันดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูกต้นกก ตัด นำมาสอย ตากแดด ย้อมสี ทอเสื่อ ออกแบบผลิตภัณฑ์ และทำการตลาดด้วยตนเอง มีการพัฒนารูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและกระแสแฟชันที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

นางนิชนาฎ บอกอีกว่า จากเดิมที่ชาวบ้านจำหน่ายเสื่อกกเป็นผืน ได้มีการต่อยอดเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ สำหรับชื่อ ช่อแคทอง มีความหมายสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน โดยคำว่า “ช่อ” หมายถึงการรวมตัวกันของสมาชิก คำว่า “แค” มาจากชื่อบ้านโป่งแค และคำว่า “ทอง” สื่อถึงความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรือง จึงเป็นสัญลักษณ์ของการรวมพลังของคนในชุมชน เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่น

นอกจากการพัฒนารูปแบบสินค้าแล้ว กลุ่มยังให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยปรับเปลี่ยนจากการใช้สีเคมีมาเป็นการย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในชุมชน รวมถึงมีระบบจัดการน้ำเสียจากกระบวนการผลิตอย่างเหมาะสม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์จากกกบ้านโป่งแคได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบรนด์ “ช่อแคทอง” และได้รับการคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP เด่นของ จ.ขอนแก่น โดยเฉพาะกระเป๋าจากเสื่อกกที่ได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 4 ดาว ซึ่งนอกจากเสื่อกก และผลิตภัณฑ์ของใช้จากเสื่อกกแล้ว กลุ่มยังมีไม้กวาดดอกหญ้า ที่ผลิตโดยหลุ่มสมาชิกชายผู้สูงอายุ รวมถึงกลุ่มทอผ้าไหม ผลิตทุกขั้นตอนด้วยตนเองตามภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมา รวมถึงปลูกผักแบ่งกันในกลุ่ม เหลือนำออกขายสร้างรายได้เข้ากลุ่มอีกทาง

นางนิชนาฎ กล่าวด้วยว่า รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย สมาชิกแต่ละคนจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อเดือน หรือบางเดือนหากสามารถทำยอดขายได้ดี รายได้อาจถึง 5,000 บาท ขณะที่รายได้ส่วนหนึ่งจะนำเข้ากองทุนเพื่อดูแลสมาชิก ใช้บริหารจัดการกิจกรรมของกลุ่ม โดยรู้สึกภูมิใจที่ได้นำของดีในชุมชนมาต่อยอดสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่น พร้อมสืบสานภูมิปัญญาการทอเสื่อกกให้คงอยู่ต่อไป

ด้านนายสันติภาพ โทนหงส์สา เกษตรจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโป่งแค ประชากรในพื้นที่มีอาชีพทำนา ทำไร่ ซึ่งประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตตกต่ำ ช่วงว่างจึงอาศัยวัตถุดิบที่มีในพื้นที่โดยเฉพาะต้นกก จึงนำมาทอเป็นเสื่อ ซึ่งสืบทอดวิธีการธรรมจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน สำนักงานเกษตรจังหวัดจึงเข้ามาอบรมเสริมความรู้ เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของเสื่อกก ยกระดับให้มีราคาสูงขึ้น จนเกษตรกรยึดเป็นอาชีพ และมีหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมสนับสนุน เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ให้มีรายได้สูงขึ้น

นายสันติภาพ กล่าวอีกว่า เนื่องจากสมาชิกแต่ล่ะคนเริ่มมีอายุสูงขึ้น แต่เต็มไปด้วยองค์ความรู้และฝีมือ ทางหน่วยงานราชการ ได้เข้ามาสนับสนุนให้คนรุ่นหนุ่มสาวเข้ามาเป็นสมาชิกในชุมชนเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาเหล่านี้ไว้ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มเยาวชนรุ่นหลัง และมีความพยายามขยายเครือขายออกไปทั้งพื้นที่ อ.กระนวน และอำเภอใกล้เคียงของ จ.ขอนแก่น เพื่อเป็นการยกระดับอาชีพและรายได้ โดยใช้วัตถุดิบมีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง