สามเณรยอมรับแล้ว ถูกพระทำร้ายร่างกาย แต่สั่งให้โกหกปิดความผิด ย่าลั่น ! ดำเนินคดีถึงที่สุด
วันนี้ (17 มิ.ย.69) จากกรณีที่มีการโพสต์ภาพและข้อความขอความช่วยเหลือ ระบุพบสามเณรถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง ทั้งถูกเตะ ตี และใช้บุหรี่จี้ จนมีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วแผ่นหลัง โดยระบุพิกัดเหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ วัดแห่งหนึ่ง ต.ท่าพุทรา อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าทางวัดกลับออกมาปฏิเสธและแก้ข่าวว่าเป็นเพียงเหตุทะเลาะวิวาทกันเองของสามเณรภายในวัดเท่านั้น ไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายจากพระสงฆ์ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
ล่าสุดวันนี้ (17 มิ.ย. 2569) เจ้าหน้าที่จากบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชร ได้เข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง เนื่องจากเป็นเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน โดยได้พบกับ "สามเณรโค้ก" (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ซึ่งยังมีอาการตกใจและมีร่องรอยบาดแผลเด่นชัด โดยสามเณรโค้กยอมรับว่า ตนไม่ได้ชกต่อยกับเพื่อนเณรตามที่กล่าวอ้างไปก่อนหน้านี้
แต่บาดแผลทั้งหมด เกิดจากการถูกพระสงฆ์ลงโทษเกินกว่าเหตุ ด้วยการเตะที่คาง ใช้บุหรี่จี้ และใช้ไม้กวาดตี จนหลังลาย เนื่องจากตนกระทำความผิดด้วยการพาหญิงสาวเข้ามานั่งเล่นในกุฏิยามวิกาล พร้อมทั้งเผยว่าถูกพระข่มขู่บังคับให้โกหก เพื่อตัดตอนให้เรื่องจบลง
จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้พาสามเณรโค้กเข้าพบเจ้าคณะอำเภอคลองขลุงเพื่อรายงานข้อเท็จจริงอีกด้าน และขออนุญาตดำเนินการตามขั้นตอนการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ก่อนจะนำตัวสามเณรไปพบผู้ปกครองเพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรคลองขลุง
โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำร้องทุกข์พร้อมส่งตัวสามเณรไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เพื่อใช้ผลแพทย์เป็นหลักฐานในการประกอบสำนวนคดี และเร่งติดตามตัวพระมาสอบสวนข้อเท็จจริงตามกฏหมายต่อไป
ทางด้าน นางหนา (นามสมมุติ) ย่าของสามเณรโค้ก เปิดเผยทั้งน้ำตาหลังจากเห็นบาดแผลบนแผ่นหลังของหลานชาย โดยระบุว่าอุตส่าห์นำหลานมาบวชเรียนแต่กลับต้องมาเจอเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ ตนยอมรับว่าหลานชายดื้อและกระทำความผิดจริง แต่การลงโทษด้วยวิธีนี้ถือว่าเกินกว่าเหตุและรับไม่ได้ ตนจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะดำเนินคดีกับพระรูปดังกล่าวให้ถึงที่สุด และยืนยันว่าควรมีวิธีตักเตือนหรือลงโทษที่ดีกว่าการทารุณกรรม
ขณะเดียวกัน ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังลงพื้นที่ ได้มีสามเณรอีกรูปในวัดเดียวกันอาสามาเป็นพยาน ว่าพระในวัดมีพฤติกรรมลงโทษรุนแรงเกินกว่าเหตุจริง นอกจากนี้ยังได้ต่อสายโทรศัพท์ถึงอดีตสามเณรอีกรูปที่เคยโดนทำโทษจนต้องย้ายวัดหนี ซึ่งปลายสายได้ช่วยยืนยันอีกเสียงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การทะเลาะวิวาทกันเอง แต่เป็นความจริงที่เณรทำร้ายด้วยพระในวัด