เงินหมุนเวียน 1 หมื่นล้าน ดีเอสไอขยายผลจากคดีลักลอบใช้ไฟขุดคริปโทฯ เส้นเงินโยงถึงกลุ่มทุนจีนเทา ฟอกเงิน-คอลเซนเตอร์ ใช้คนสัญชาติเมียนมา ถอนเงิน 30-50 ล้าน/วัน ออกหมายจับแล้ว 8 คน เป็นนายทุนจีน 4 คน เครือข่ายชาวเมียนมา 4 คน จ่อออกหมายจับอีก 5 คน
ลักลอบใช้ไฟขุดคริปโท วันนี้ (19 มิ.ย.69) กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงผลปฏิบัติการทลายเครือข่ายลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลรายใหญ่ได้รวม 3 เครือข่าย ตรวจยึดเครื่องขุดเงินสกุลดิจิทัลกว่า 6,390 เครื่อง และตรวจพบความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาครวมกว่า 953 ล้านบาท โดยหลักฐาน เชื่อมโยงไปยังเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า 7 คน เจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย 1 คน กลุ่มนายทุนหรือผู้ร่วมขบวนการอีก 13 คน
การขยายผลจากเครือข่ายเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลยังนำไปสู่การตรวจสอบกลุ่มทุนชาวจีนที่มีบทบาทสำคัญ เชื่อมโยงไปถึงการฟอกเงินจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซนเตอร์-พนันออนไลน์ข้ามชาติ เส้นทางการเงิน พบบัญชีธนาคารและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวทางการเงินในปริมาณสูงผิดปกติ โดยมีการใช้บุคคลสัญชาติเมียนมา ถอนเงินสดจากสถาบันการเงินในไทย วันละประมาณ 30 - 50 ล้านบาท และมีธุรกรรมทางการเงินหมุนเวียนรวมกันไม่น้อยกว่าปีละ 1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ดีเอสไอ ยังได้รับข้อมูลจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปรากฏว่านายหวัง หยี่เฉิง หนึ่งในบุคคลสำคัญของเครือข่ายดังกล่าว เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฉ้อโกงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่ โดย U.S. Secret Service ได้ตรวจยึดสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับบุคคลดังกล่าวมูลค่ากว่า 17.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 620 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสียหายรวมกว่า 2,000 ล้านบาท
ดีเอสไอ ออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่ายดังกล่าวแล้ว 8 คน ประกอบด้วยกลุ่มนายทุนชาวจีน 4 คน และทีมงานชาวเมียนมา 4 คน อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติหมายจับเพิ่มเติมอีก 7 คน รวมทั้งได้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วอีก 5 คน โดยจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ปัญหาการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล ไม่ใช่เพียงการลักทรัพย์หรือการหลีกเลี่ยงค่าไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติใช้ในการสร้างรายได้ ฟอกเงิน และขับเคลื่อนเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี