24 มิ.ย. 69 ที่จ.อุดรธานี ในโลกออนไลน์ได้มีการพูดถึงเรื่องราวที่น่าสงสาร เมื่อเด็กชาย ป.6 ต้องอาศัยอยู่กับยายในสภาพบ้านผุพัง บ้านทรุดโทรม เวลาฝนตกน้ำรั่วต้องพากันหลบฝน โดยเรื่องนี้ ทาง ผอ.โรงเรียนบ้านศาลา และครู ได้โพสต์ในโซเซียลเผยถึงเรื่องราวของ ด.ช.ธนพล นักเรียนชั้น ป. 6 โรงเรียนบ้านศาลา พ่อแม่ มี ลูก 3 คน แยกทางกัน ทิ้งให้น้องธนพล อาศัยอยู่กับยาย อายุ 80 ปี ตั้งแต่เล็ก ๆ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด พี่ชายคนโต ที่อยู่ด้วยกัน มีพฤติกรรมยุ่งเดี่ยวกับยาเสพติด และมักขโมยของที่บ้านไปขาย จนแทบไม่เหลืออะไรในบ้าน ส่วนพี่ชายคนรองเป็นพลทหาร ประจำการที่มุกดาหาร
ตอนนี้อนาคตของ ด.ช.ธนพล ก็ไม่แน่นอนว่าเมื่อ จบ ป.6 แล้ว จะได้เรียนต่อหรือไม่ เพราะน้องเป็นห่วงยายเฒ่า จะไม่มีคนดูแล เพราะยายแก่มากเพราะตอนนี้พี่ชายคนรองยังคงประจำการทหารอยู่ บางครั้งก็เจ็บป่วยตามประสาผู้เฒ่าและพี่ชายก็ติดยา ไม่สนใจดูแล เวรกรรมจริงๆ หากท่านใดผ่านมาประสงค์จะมาเยี่ยมเยียนหรือมอบข้าวสารอาหารแห้งให้กำลังใจ ประสานงานได้ที่ ผอ.เจษฎา บัณฑิตรักการค้า 064-3522233 /ครูรัชนี เพ็ญสงคราม 063-7376529
ต่อมา ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ไปยังที่โรงเรียนบ้านศาลา พบกับ ด.ช.ธนพล อายุ 12 ขวบ กำลังเรียนหนังสืออยู่พอดี โดได้เล่าย้อนถึงชีวิตที่มีคุณยายเป็นทุกอย่าง ตั้งแต่จำความได้ ทุกวันยายจะปลุกอาบน้ำ แต่งตัว ทำกับข้าว และส่งไปโรงเรียนทุกวัน แม้แม่ที่มีอาชีพอยู่โรงงานขยะ ที่ ต.สามพร้าว จะชวนไปอยู่ด้วย แต่เจ้าตัวยืนยันว่า ไม่อยากทิ้งยาย เพราะกลัวไม่มีใครดูแลยาย เมื่อถามถึงความฝัน เด็กชายไม่ได้อยากได้ของเล่นหรือโทรศัพท์ราคาแพง แต่ตอบเพียงว่า "อยากให้บ้านสะอาดและน่าอยู่" พร้อมตั้งใจเรียนหนังสือให้จบ มีงานทำ และสักวันหนึ่งจะรับคุณยายไปอยู่ด้วย เพื่อให้คนที่เลี้ยงดูมาตลอดชีวิต ได้มีความสุข
ทางด้านนายเจษฎา บัณฑิตรักการค้า รักษาการ ผอ.โรงเรียน เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องราวและการขอความช่วยเหลือ เกิดจากคุณยายของน้องเดินทางมาขอความช่วยเหลือกับครูประจำชั้น หลังครอบครัวประสบปัญหาความยากจนและปัญหายาเสพติดในบ้าน ทางโรงเรียนจึงนำเข้าสู่ระบบคัดกรองนักเรียน และจัดให้น้องอยู่ใน "กลุ่มสีแดง" ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วนที่สุด ก่อนจัดทีมครูลงพื้นที่ตามโครงการ "เยี่ยมบ้านปันสุข" เมื่อคณะครูไปถึงต่างตกใจกับสภาพบ้านที่ทรุดโทรมแทบไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย อีกทั้งสภาพแวดล้อมยังเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงจากยาเสพติด ทำให้โรงเรียนเร่งให้ความช่วยเหลือทั้งทุนการศึกษา เครื่องอุปโภคบริโภค อุปกรณ์การเรียน และเสื้อผ้า เพื่อลดภาระของครอบครัว พร้อมประสานหน่วยงานต่าง ๆ ให้เข้ามาดูแลอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ น้องเติบโตมากับคุณยายหลังพ่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ส่วนแม่ไปมีครอบครัวใหม่และทำงานรับจ้างคัดแยกขยะ ส่งเงินมาให้เพียงสัปดาห์ละ 140-170 บาท รายได้หลักของครอบครัวจึงเหลือเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยผู้พิการ หลายวันน้องต้องอาศัยอาหารกลางวันของโรงเรียนเป็นมื้อหลัก ก่อนปั่นจักรยานระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรไปเรียนทุกวัน แม้สภาพครอบครัวของน้องจะไม่ได้สุขสบาย อดมื้อกินมื้อ อยู่อย่างลำบาก แต่น้องกลับเป็นเด็กเรียนดี มีความกตัญญู และรู้ผิดชอบชั่วดี
เมื่อครูสอบถามเรื่องยาเสพติด น้องยืนยันหนักแน่นว่า รู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดีและจะไม่มีวันเข้าไปยุ่งเกี่ยว และยิ่งน่าสงสารเมื่อน้องกลับต้องเผชิญความหวาดกลัวแทบทุกคืน เพราะพี่ชายคนโตติดยาเสพติด ไม่ยอมทำงาน พาเพื่อนเข้ามามั่วสุมเสพยาในบ้าน ก่อนคลุ้มคลั่งทุบทำลายข้าวของ เดินวนเวียนหน้าบ้าน และสร้างความหวาดผวาให้คนในครอบครัวอยู่เป็นประจำ บางวันต้องกอดยายนอนร้องไห้ทุกคืน นึกภาพแล้วน่าสงสารมาก หลังจากมีข่าวทางโซเซียลออกไป ตอนนี้มีผู้ใจบุญติดต่อมาช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก ทั้งสิ่งของเครื่องใช้และทุนในการศึกาเล่าเรียนต่อ ก็ต้องขอบคุณทุกท่านที่มีน้ำใจต่อครอบครัวน้องด้วย
ต่อมาผู้สื่อข่าว พร้อมคณะครู เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และฝ่ายปกครองอำเภอหนองหาน ลงพื้นที่ไปยังบ้านของน้อง ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ 1 กิโลเมตร พบคุณยายและพี่ชายคนโตอยู่บ้าน ทันทีที่ไปถึงเจ้าหน้าที่ปกครองจึงขอความร่วมมือนายเจมส์ อายุ 24 ปี ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ผลตรวจเบื้องต้นพบสารเสพติดในร่างกาย เจ้าตัวยอมรับว่าเสพยาจริง ก่อนถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามขั้นตอนของกฎหมาย สร้างความสบายใจให้กับคุณยายและคณะครูที่เฝ้ากังวลเมื่อขอดูในบ้านเพิ่มเติม ต้องพบพบอุปกรณ์สำหรับใช้เสพยาวางอยู่บนหลังตู้เสื้อผ้า ประกอบด้วยไฟแช็ก หลอด และแผ่นฟอยล์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ลักษณะเดียวกับที่ใช้ในการเสพยาเสพติด วางเรียงรายราวกับของประดับตกแต่งบ้าน
คุณยายนวลดี เปิดใจว่า ทุกวันนี้ไม่มีรายได้จากการทำงาน อีกทั้งที่ดินทำกินก็ถูกลูกหลานนำไปจำนองและขายจนหมด เหลือเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท เบี้ยผู้พิการเดือนละ 800 บาท และสวัสดิการรัฐใช้เลี้ยงดูคนทั้งบ้าน ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน สิ่งที่ทุกข์ใจที่สุดไม่ใช่ความยากจน แต่เป็นหลานชายคนโตที่ติดยาเสพติดมาตั้งแต่สมัยเรียนจนเรียนไม่จบ ไม่ยอมทำงาน ลักขโมยข้าวของในบ้านไปขาย ทั้งเสื่อ หมอน และของใช้ต่าง ๆ อีกทั้งเคยทำร้ายร่างกายน้องชายหลายครั้ง แม้จะไม่เคยทำร้ายตน แต่ทุกครั้งที่คลุ้มคลั่งก็ทำให้คนทั้งบ้านหวาดกลัว
คุณยายนวลดี บอกอีกว่า เคยส่งหลานเข้ารับการบำบัดมาแล้วเกือบ 1 ปี แต่เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็กลับไปเสพยาอีก จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยนำตัวไปรักษาอย่างจริงจัง "ยายอยากให้เขาเลิกยา อยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยเอาไปบำบัด ยายแก่แล้ว บ่มีแรงดูแลแล้ว"
ส่วนนายทรงวุฒิ ศรีสุนาครัว ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคงอ.หนองหาน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า มีบุคคลภายในบ้านเกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดจริง ตามข้อมูลร้องเรียนที่ได้รับจากคณะครูและคนในครอบครัว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามขั้นตอน เพื่อให้ได้รับการแก้ไขและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม พร้อมกันนี้ ขอฝากถึงกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดและผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่อำเภอหนองหานว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำลายอนาคตเยาวชน ทำลายครอบครัว และสร้างปัญหาให้กับสังคมโดยรวม เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง หากตรวจพบการกระทำความผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่มีการละเว้น เพื่อปกป้องความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่