สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน อธิบายสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพของผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยแบ่งการจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ คือ เงินบำเหน็จจ่ายครั้งเดียว และเงินบำนาญรายเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินสมทบตามเงื่อนไขที่กำหนด
ขณะเดียวกัน ระบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการมีหลักเกณฑ์การคำนวณสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากเงินเดือนและระยะเวลาราชการ รวมถึงเงื่อนไขการเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งส่งผลต่อวิธีคำนวณและอัตราบำนาญที่ได้รับ
เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ของทั้งสองระบบ พบว่ามีความแตกต่างในรายละเอียดด้านฐานค่าจ้างหรือเงินเดือนที่ใช้คำนวณ ระยะเวลาการส่งเงินสมทบ และรูปแบบการจ่ายสิทธิประโยชน์หลังเกษียณ ซึ่งเป็นที่มาของความแตกต่างของผลประโยชน์ที่ได้รับในแต่ละระบบ
การคำนวณ บำเหน็จ บำนาญ ประกันสังคม
สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน อธิบายสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพของผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยแบ่งการจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ คือ เงินบำเหน็จจ่ายครั้งเดียว และเงินบำนาญรายเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินสมทบตามเงื่อนไขที่กำหนด
ขณะเดียวกัน ระบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการมีหลักเกณฑ์การคำนวณสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากเงินเดือนและระยะเวลาราชการ รวมถึงเงื่อนไขการเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งส่งผลต่อวิธีคำนวณและอัตราบำนาญที่ได้รับ
เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ของทั้งสองระบบ พบว่ามีความแตกต่างในรายละเอียดด้านฐานค่าจ้างหรือเงินเดือนที่ใช้คำนวณ ระยะเวลาการส่งเงินสมทบ และรูปแบบการจ่ายสิทธิประโยชน์หลังเกษียณ ซึ่งเป็นที่มาของความแตกต่างของผลประโยชน์ที่ได้รับในแต่ละระบบ
สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน อธิบายสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ สำหรับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบทุกเดือน โดยเงินส่วนหนึ่งจะถูกสะสมไว้เป็นเงินออมเพื่อใช้หลังเกษียณ ซึ่งแบ่งการจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ เงินบำเหน็จ และ เงินบำนาญ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินสมทบ
เงินบำเหน็จ รับครั้งเดียวเป็นเงินก้อน
ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน (15 ปี) เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน หรือกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิต จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นเงินก้อนเพียงครั้งเดียว
การคำนวณสิทธิแบ่งเป็น 2 กรณี คือ
-ส่งเงินสมทบน้อยกว่า 12 เดือน จะได้รับเฉพาะเงินสะสมในส่วนที่ผู้ประกันตนส่งเข้ากองทุน
-ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12-179 เดือน จะได้รับเงินสะสมของผู้ประกันตน เงินสมทบจากนายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทนที่เกิดขึ้น
เงินบำนาญ รับรายเดือนตลอดชีวิต
ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ รวมถึงสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนตลอดชีวิต
การคำนวณบำนาญกำหนดว่า หากส่งเงินสมทบครบ 15 ปี จะได้รับเงินบำนาญในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย โดยใช้ฐานค่าจ้างตั้งแต่ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
กรณีที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน จะได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นอีก 1.5% ต่อทุกปีที่ส่งเงินสมทบเกิน 15 ปี ส่งผลให้จำนวนเงินบำนาญเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการส่งเงินสมทบ
ตัวอย่างการคำนวณ
ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนอายุ 55 ปี ส่งเงินสมทบครบ 15 ปี และมีรายได้เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย 15,000 บาท จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 3,000 บาท (คิดจาก 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย)

การคำนวณบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
หลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จบำนาญปกติ การคำนวณบำเหน็จบำนาญปกติแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ กรณีข้าราชการผู้มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกรณีที่เป็นสมาชิก กบข.
การนับเวลาราชการเพื่อใช้ในการคำนวณ ให้นับรวมทั้งปีและเศษของปี โดยเศษของปีให้คำนวณตามวิธีการจ่ายเงินเดือน ซึ่งกำหนดให้ 30 วันเท่ากับ 1 เดือน และ 12 เดือนเท่ากับ 1 ปี ทั้งนี้ หากเศษของปีถึงครึ่งปีให้ปัดเป็น 1 ปีสำหรับการพิจารณาสิทธิ
กรณีไม่ได้เป็นสมาชิก กบข.
การคำนวณบำเหน็จและบำนาญสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. มีสูตรดังนี้
บำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ
บำนาญ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ ÷ 50
โดยจำนวนปีเวลาราชการหมายถึงจำนวนปีรวมเศษของปี ซึ่งหากถึงครึ่งปีให้ปัดเป็น 1 ปี
ตัวอย่าง ข้าราชการมีเวลาราชการรวม 37 ปี 5 เดือน 26 วัน และได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้าย 21,970 บาท เมื่อนับเวลาราชการเพื่อใช้คำนวณจะเท่ากับ 37 ปี
บำเหน็จ = 21,970 × 37 = 812,890 บาท
บำนาญ = (21,970 × 37) ÷ 50 = 16,257.80 บาท
ดังนั้น จะได้รับบำนาญจำนวน 16,257.80 บาทต่อเดือน
กรณีเป็นสมาชิก กบข.
การคำนวณบำเหน็จบำนาญสำหรับผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มีสูตรดังนี้
บำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ
บำนาญ = เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ ÷ 50
ทั้งนี้ บำนาญที่คำนวณได้ต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
ตัวอย่าง ข้าราชการมีเวลาราชการรวม 37 ปี 5 เดือน 26 วัน เงินเดือนเดือนสุดท้าย 21,970 บาท และเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย 18,423 บาท โดยแปลงเวลาราชการเป็น 37.49 ปี
บำเหน็จ = 21,970 × 37.49 = 823,655.30 บาท
บำนาญตามสูตร = (18,423 × 37.49) ÷ 50 = 13,813.56 บาท
เพดาน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย = 18,423 × 70% = 12,896.10 บาท
ดังนั้น จะได้รับบำนาญจำนวน 12,896.10 บาทต่อเดือน
หมายเหตุ
รายละเอียดการคำนวณดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้น การคำนวณจริงให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด
ทำไม ข้าราชการมักได้บำนาญสูงกว่าเอกชน?
โครงสร้างของระบบบำเหน็จบำนาญที่แตกต่างกัน ระบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการและระบบของผู้ประกันตนภาคเอกชนอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และกฎหมายคนละชุด โดยระบบของภาคเอกชนบริหารผ่านสำนักงานประกันสังคม ซึ่งกำหนดให้มีการส่งเงินสมทบเป็นรายเดือน และจ่ายสิทธิชราภาพในรูปแบบเงินบำเหน็จหรือบำนาญตามระยะเวลาการส่งเงินสมทบ
ในขณะที่ระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการเป็นระบบที่กำหนดสิทธิประโยชน์ไว้ล่วงหน้า โดยใช้สูตรคำนวณตามเงินเดือนและระยะเวลาราชการ และมีงบประมาณแผ่นดินเป็นแหล่งจ่ายหลัก
ฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์
การคำนวณบำนาญของข้าราชการใช้เงินเดือนเฉลี่ยช่วง 60 เดือนสุดท้าย หรือเงินเดือนเดือนสุดท้ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขึ้นอยู่กับประเภทของสิทธิ โดยเงินเดือนของข้าราชการมีการปรับเพิ่มตามลำดับขั้นและอายุราชการ
ระบบประกันสังคมใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และมีเพดานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้ในการคำนวณสิทธิ ทำให้ค่าจ้างที่เกินเพดานไม่ถูกนำมาคิดเป็นฐานบำนาญ
รูปแบบการคำนวณสิทธิ
ข้าราชการที่ไม่มีสมาชิกภาพในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จะใช้สูตรคำนวณบำนาญโดยนำเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีราชการ และหารด้วย 50 ส่วนผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุน Government Pension Fund จะใช้เงินเดือนเฉลี่ยช่วง 60 เดือนสุดท้ายในการคำนวณ และมีเพดานบำนาญไม่เกินร้อยละ 70 ของเงินเดือนเฉลี่ย
ระบบประกันสังคมกำหนดบำนาญชราภาพที่ร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบครบ 15 ปี และเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปีสำหรับระยะเวลาที่เกิน 15 ปี
ลักษณะของโครงสร้างรายได้ก่อนเกษียณ
เงินเดือนของข้าราชการมีการกำหนดอัตราและขั้นเงินเดือนตามระบบราชการ ซึ่งมีการปรับเพิ่มตามระยะเวลาการปฏิบัติงาน ส่งผลให้เงินเดือนในช่วงท้ายของการทำงานมีแนวโน้มสูงขึ้นตามลำดับ
รายได้ของผู้ประกันตนภาคเอกชนมีความแตกต่างกันตามประเภทอาชีพและนายจ้าง และอยู่ภายใต้ฐานค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณสิทธิของระบบประกันสังคม
สรุปองค์ประกอบของความแตกต่าง
ความแตกต่างของระดับบำนาญระหว่างข้าราชการและผู้ประกันตนภาคเอกชนเกิดจากความแตกต่างของฐานเงินเดือนที่ใช้ในการคำนวณ สูตรการคำนวณสิทธิระยะ
ข้อมูลจาก สำนักงานประกันสังคม และกรมประชาสัมพันธ์