เปิดข้อได้เปรียบ ทำไมเงินบำนาญข้าราชการ ได้เยอะกว่าเอกชน ?

เปิดข้อได้เปรียบ ทำไมเงินบำนาญข้าราชการ ได้เยอะกว่าเอกชน ?

View icon 220
วันที่ 26 มิ.ย. 2569 | 15.42 น.
เกาะกระแสออนไลน์
แชร์
เปิดรายละเอียดระบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการและผู้ประกันตนภาคเอกชน ซึ่งมีหลักเกณฑ์การคำนวณ ฐานเงินเดือน และเงื่อนไขการรับสิทธิที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านระยะเวลาการส่งเงินสมทบ รูปแบบการจ่าย และสูตรการคำนวณสิทธิประโยชน์

สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน อธิบายสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพของผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยแบ่งการจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ คือ เงินบำเหน็จจ่ายครั้งเดียว และเงินบำนาญรายเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินสมทบตามเงื่อนไขที่กำหนด

ขณะเดียวกัน ระบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการมีหลักเกณฑ์การคำนวณสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากเงินเดือนและระยะเวลาราชการ รวมถึงเงื่อนไขการเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งส่งผลต่อวิธีคำนวณและอัตราบำนาญที่ได้รับ

เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ของทั้งสองระบบ พบว่ามีความแตกต่างในรายละเอียดด้านฐานค่าจ้างหรือเงินเดือนที่ใช้คำนวณ ระยะเวลาการส่งเงินสมทบ และรูปแบบการจ่ายสิทธิประโยชน์หลังเกษียณ ซึ่งเป็นที่มาของความแตกต่างของผลประโยชน์ที่ได้รับในแต่ละระบบ

การคำนวณ บำเหน็จ บำนาญ ประกันสังคม

สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน อธิบายสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพของผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยแบ่งการจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ คือ เงินบำเหน็จจ่ายครั้งเดียว และเงินบำนาญรายเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินสมทบตามเงื่อนไขที่กำหนด

ขณะเดียวกัน ระบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการมีหลักเกณฑ์การคำนวณสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากเงินเดือนและระยะเวลาราชการ รวมถึงเงื่อนไขการเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งส่งผลต่อวิธีคำนวณและอัตราบำนาญที่ได้รับ

เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ของทั้งสองระบบ พบว่ามีความแตกต่างในรายละเอียดด้านฐานค่าจ้างหรือเงินเดือนที่ใช้คำนวณ ระยะเวลาการส่งเงินสมทบ และรูปแบบการจ่ายสิทธิประโยชน์หลังเกษียณ ซึ่งเป็นที่มาของความแตกต่างของผลประโยชน์ที่ได้รับในแต่ละระบบ

สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน อธิบายสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ สำหรับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบทุกเดือน โดยเงินส่วนหนึ่งจะถูกสะสมไว้เป็นเงินออมเพื่อใช้หลังเกษียณ ซึ่งแบ่งการจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ เงินบำเหน็จ และ เงินบำนาญ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินสมทบ

เงินบำเหน็จ รับครั้งเดียวเป็นเงินก้อน

ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน (15 ปี) เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน หรือกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิต จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นเงินก้อนเพียงครั้งเดียว

การคำนวณสิทธิแบ่งเป็น 2 กรณี คือ

-ส่งเงินสมทบน้อยกว่า 12 เดือน จะได้รับเฉพาะเงินสะสมในส่วนที่ผู้ประกันตนส่งเข้ากองทุน

-ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12-179 เดือน จะได้รับเงินสะสมของผู้ประกันตน เงินสมทบจากนายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทนที่เกิดขึ้น

เงินบำนาญ รับรายเดือนตลอดชีวิต 

ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ รวมถึงสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนตลอดชีวิต

การคำนวณบำนาญกำหนดว่า หากส่งเงินสมทบครบ 15 ปี จะได้รับเงินบำนาญในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย โดยใช้ฐานค่าจ้างตั้งแต่ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

กรณีที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน จะได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นอีก 1.5% ต่อทุกปีที่ส่งเงินสมทบเกิน 15 ปี ส่งผลให้จำนวนเงินบำนาญเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการส่งเงินสมทบ

ตัวอย่างการคำนวณ

ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนอายุ 55 ปี ส่งเงินสมทบครบ 15 ปี และมีรายได้เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย 15,000 บาท จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 3,000 บาท (คิดจาก 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย)

6a3e4e78b53a47.98676083.jpg

การคำนวณบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

หลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จบำนาญปกติ การคำนวณบำเหน็จบำนาญปกติแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ กรณีข้าราชการผู้มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกรณีที่เป็นสมาชิก กบข.

การนับเวลาราชการเพื่อใช้ในการคำนวณ ให้นับรวมทั้งปีและเศษของปี โดยเศษของปีให้คำนวณตามวิธีการจ่ายเงินเดือน ซึ่งกำหนดให้ 30 วันเท่ากับ 1 เดือน และ 12 เดือนเท่ากับ 1 ปี ทั้งนี้ หากเศษของปีถึงครึ่งปีให้ปัดเป็น 1 ปีสำหรับการพิจารณาสิทธิ

กรณีไม่ได้เป็นสมาชิก กบข.

การคำนวณบำเหน็จและบำนาญสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. มีสูตรดังนี้

บำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ

บำนาญ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ ÷ 50

โดยจำนวนปีเวลาราชการหมายถึงจำนวนปีรวมเศษของปี ซึ่งหากถึงครึ่งปีให้ปัดเป็น 1 ปี

ตัวอย่าง ข้าราชการมีเวลาราชการรวม 37 ปี 5 เดือน 26 วัน และได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้าย 21,970 บาท เมื่อนับเวลาราชการเพื่อใช้คำนวณจะเท่ากับ 37 ปี

บำเหน็จ = 21,970 × 37 = 812,890 บาท

บำนาญ = (21,970 × 37) ÷ 50 = 16,257.80 บาท

ดังนั้น จะได้รับบำนาญจำนวน 16,257.80 บาทต่อเดือน

กรณีเป็นสมาชิก กบข.

การคำนวณบำเหน็จบำนาญสำหรับผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มีสูตรดังนี้

บำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ

บำนาญ = เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ ÷ 50

ทั้งนี้ บำนาญที่คำนวณได้ต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

ตัวอย่าง ข้าราชการมีเวลาราชการรวม 37 ปี 5 เดือน 26 วัน เงินเดือนเดือนสุดท้าย 21,970 บาท และเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย 18,423 บาท โดยแปลงเวลาราชการเป็น 37.49 ปี

บำเหน็จ = 21,970 × 37.49 = 823,655.30 บาท

บำนาญตามสูตร = (18,423 × 37.49) ÷ 50 = 13,813.56 บาท

เพดาน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย = 18,423 × 70% = 12,896.10 บาท

ดังนั้น จะได้รับบำนาญจำนวน 12,896.10 บาทต่อเดือน

หมายเหตุ

รายละเอียดการคำนวณดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้น การคำนวณจริงให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด

ทำไม ข้าราชการมักได้บำนาญสูงกว่าเอกชน? 

โครงสร้างของระบบบำเหน็จบำนาญที่แตกต่างกัน ระบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการและระบบของผู้ประกันตนภาคเอกชนอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และกฎหมายคนละชุด โดยระบบของภาคเอกชนบริหารผ่านสำนักงานประกันสังคม ซึ่งกำหนดให้มีการส่งเงินสมทบเป็นรายเดือน และจ่ายสิทธิชราภาพในรูปแบบเงินบำเหน็จหรือบำนาญตามระยะเวลาการส่งเงินสมทบ

ในขณะที่ระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการเป็นระบบที่กำหนดสิทธิประโยชน์ไว้ล่วงหน้า โดยใช้สูตรคำนวณตามเงินเดือนและระยะเวลาราชการ และมีงบประมาณแผ่นดินเป็นแหล่งจ่ายหลัก

ฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ 

การคำนวณบำนาญของข้าราชการใช้เงินเดือนเฉลี่ยช่วง 60 เดือนสุดท้าย หรือเงินเดือนเดือนสุดท้ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขึ้นอยู่กับประเภทของสิทธิ โดยเงินเดือนของข้าราชการมีการปรับเพิ่มตามลำดับขั้นและอายุราชการ

ระบบประกันสังคมใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และมีเพดานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้ในการคำนวณสิทธิ ทำให้ค่าจ้างที่เกินเพดานไม่ถูกนำมาคิดเป็นฐานบำนาญ

รูปแบบการคำนวณสิทธิ 

ข้าราชการที่ไม่มีสมาชิกภาพในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จะใช้สูตรคำนวณบำนาญโดยนำเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีราชการ และหารด้วย 50 ส่วนผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุน Government Pension Fund จะใช้เงินเดือนเฉลี่ยช่วง 60 เดือนสุดท้ายในการคำนวณ และมีเพดานบำนาญไม่เกินร้อยละ 70 ของเงินเดือนเฉลี่ย

ระบบประกันสังคมกำหนดบำนาญชราภาพที่ร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบครบ 15 ปี และเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปีสำหรับระยะเวลาที่เกิน 15 ปี

ลักษณะของโครงสร้างรายได้ก่อนเกษียณ 

เงินเดือนของข้าราชการมีการกำหนดอัตราและขั้นเงินเดือนตามระบบราชการ ซึ่งมีการปรับเพิ่มตามระยะเวลาการปฏิบัติงาน ส่งผลให้เงินเดือนในช่วงท้ายของการทำงานมีแนวโน้มสูงขึ้นตามลำดับ

รายได้ของผู้ประกันตนภาคเอกชนมีความแตกต่างกันตามประเภทอาชีพและนายจ้าง และอยู่ภายใต้ฐานค่าจ้างที่ใช้ในการคำนวณสิทธิของระบบประกันสังคม

สรุปองค์ประกอบของความแตกต่าง 

ความแตกต่างของระดับบำนาญระหว่างข้าราชการและผู้ประกันตนภาคเอกชนเกิดจากความแตกต่างของฐานเงินเดือนที่ใช้ในการคำนวณ สูตรการคำนวณสิทธิระยะ

ข้อมูลจาก สำนักงานประกันสังคม และกรมประชาสัมพันธ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง