วันนี้ (29 มิ.ย. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม นายสถิต อายุ 54 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับตามหมายจับของศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ จ.346/2569 ลง 9 เม.ย.2569 โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณลานจอดรถแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงลาดพร้าว ลาดพร้าว กทม.
พฤติการณ์ เมื่อวันที่ (16 พ.ย.68) เวลาประมาณ 01.00 น. นางสาวบุญลักษณ์ อายุ 45 ปี เดินทางจากร้านแห่งหนึ่ง ถ.ตะกั่วป่า ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อกลับที่พักแห่งหนึ่ง ถ.แม่หลวน ต.ตลาดเหนือ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต เมื่อถึงลานจอดรถของที่พักดังกล่าว ได้มีกลุ่มชายไม่ทราบชื่อ เข้ามาทำร้ายร่างกายของ นางสาวบุญลักษณ์ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณใบหน้า แล้วขี่รถจยย. หลบหนีไป
ต่อมาพนักงานสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การอนุมัติออกหมายจับ ของศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ จ.346/2569 ลง 9 เม.ย.2569 นายสถิต ต้องหา ในข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไต่ตรองไว้ก่อน”
เจ้าพนักงานตำรวจ กก.1 บก.ป. ได้ทำการสืบสวนจับกุมจนทราบว่า นายสถิต ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงลาดพร้าว ลาดพร้าว กทม.
ต่อมา จึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบ นายสถิต กำลังเดินออกจากที่พักดังกล่าว ไปยังลานจอดรถ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแสดงความบริสุทธิ์ใจเป็นที่พอใจแล้ว จึงขอตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน พบว่าเป็นบุคคลเดียวตามหมายจับของศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ จ.346/2569 ลง 9 เม.ย.2569 จึงได้แสดงหมายจับให้ นายสถิต อ่าน ดู อ่านให้ฟัง แล้วยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับหมายจับนี้จริงแต่ยังไม่เคย ถูกจับตามหมายจับนี้มาก่อน จึงได้แจ้งให้ นายสถิต
พร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมายและอ่านรายละเอียดในการจับกุมให้ผู้ถูกจับทราบ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัว นายสถิต นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จาการตรวจสอบประวัติของนายสถิต พบว่าเคยก่อเหตุเกี่ยวกับการอุ้มผู้เสียหาย จำนวน 2 คดี ดังนี้
1. เมื่อปี 2550 เคยต้องหาในคดี อุ้มเศรษฐีชาวต่างชาติเจ้าของบริษัทน้ำมันมากักขังเพื่อเรียกเงินค่าไถ่จำนวน 28 ล้านบาท ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทค้าน้ำมันและก๊าชธรรมชาติ รัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกจับมัดในสภาพถูกล่ามโซ่ สวมกุญแจมือไพล่หลัง หัวถูกคลุมด้วยหมวกไหมพรมเพื่อปิดหน้าตาเอาไว้
ก่อนจะลักพาตัวผู้เสียหายไป เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนหาข่าว จนทราบว่าผู้เสียหายถูกควบคุมตัวอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง จึงนำกำลังบุกเข้าช่วยเหลือไว้ได้อย่างปลอดภัย (คำพิพากษา จำคุก 13 ปี)
2. ในปี 2559 ได้กลับมาร่วมกันก่อเหตุบุกค้นบ้านผู้เสียหายผู้ชายนักธุรกิจและนักสะสมพระเครื่อง รายหนึ่งใน จ.ปทุมธานี โดยอ้างว่ามีพฤติกรรมเกี่ยวข้องยาเสพติด จากนั้นกลุ่มผู้ต้องหารื้อค้นบ้านและยึดทรัพย์สินหลายรายการรวมกว่า 1,000,000 บาท
จากนั้นอุ้มเหยื่อขึ้นรถยนต์นำไปกักขังที่บ้านพักหลังหนึ่งใกล้แยกศรีอุดม ย่านบางนา และบังคับให้เหยื่อโอนเงินในบัญชีอีก 1,000,000 บาท ก่อนถูกจับกุมได้ที่หน้าอาคารแห่งหนึ่ง การเคหะนวมินทร์ พร้อมของกลางทองคำหลายรายการ (คำพิพากษา จำคุก 2 ปี 8 เดือน)
จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าหลังพ้นโทษคดีอุ้มนักธุรกิจ ชาวปุทมธานี ได้ออกมางานทำอยู่ที่ จ.ภูเก็ต กับคนรู้จัก โดยทำงานติดตามทวงหนี้ เป็นการ์ดดูแลสถานบันเทิง
ซึ่งก่อนเกิดเหตุได้มีคนรู้จักของนายสถิต มาแจ้งว่าผู้เสียหาย ได้มาข้องแวะกับแฟนสาวของคนรู้จัก ซึ่งนายสถิต รู้จักกับผู้เสียหาย จึงได้บอกกับพรรคพวกว่าผู้เสียหายพักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง
กลุ่มผู้ก่อเหตุจึงได้ไปดักรอแล้วรุมทำร้ายผู้เสียหาย ก่อนจะพากันหลบหนีไป แต่นายสถิต อ้างว่าในวันที่เกิดเหตุตนไม่ได้ไปด้วย ต่อมา ทราบข่าวว่าผู้เสียหายได้มาแจ้งความร้องทุกข์ ตนจึงได้หลบหนีจากภูเก็ต มากบดานที่กทม. และถูกจับกุมได้ในที่สุด