ขนเฮโรอีนไปออสเตรเลีย ป.ป.ส. ค้นบ้านสาวแอร์ฯ สอบปากคำแฟน เชื่อเป็นผู้รับฝาก เร่งสืบจับเครือข่ายส่งออกยาเสพติด หารือ AOT เพิ่มความเข้มงวดคัดกรอง ยกระดับมาตรการปลอดภัย เตือนเลี่ยงรับหิ้วสิ่งของ หรือรับฝากกระเป๋าสัมภาระระหว่างประเทศโดยเด็ดขาด
นางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. ชี้แจงถึงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่าทางการประเทศออสเตรเลียได้ควบคุมตัวลูกเรือของสายการบินในข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ว่า ป.ป.ส. และ AFP มีความร่วมมือกันภายใต้ “ปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม Taskforce Storm” มาตั้งแต่ปี 2559 มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ขยายผลจับกุม และยึดทรัพย์ผู้ต้องหาทั้งในประเทศไทย ประเทศออสเตรเลีย และผู้ต้องหาที่หลบหนีไปยังประเทศต่าง ๆ ล่าสุด ป.ป.ส. ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทาง AFP จนได้รับข้อเท็จจริงที่ชัดเจนแล้ว และจะนำข้อมูลดังกล่าวไปเร่งสืบสวนขยายผล เพื่อทลายเครือข่ายการลักลอบส่งยาเสพติดไปยังออสเตรเลีย
วานนี้ (29 มิ.ย.69) ป.ป.ส. ได้เข้าตรวจค้นหอพักของหญิงสาวผู้ถูกกล่าวหารายดังกล่าว พร้อมสอบปากคำแฟนของผู้ต้องหา เพื่อสืบสวนขยายผลไปยังผู้ที่เป็นเจ้าของยาเสพติดและผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้รับฝากยาเสพติดให้ลักลอบนำไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
โฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. ชี้แจงเพิ่มเติมถึงมาตรการตรวจค้นและคัดกรองสิ่งของสัมภาระก่อนออกเดินทางว่า ปัจจุบันการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการตรวจค้นและสแกนสัมภาระติดตัว (Carry-on) และสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง (Checked Baggage) ด้วยเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อหาวัตถุอันตราย อาวุธ หรือสิ่งของต้องห้ามของผู้โดยสารทุกคน รวมถึงลูกเรือ ซึ่งเป็นบุคลากรที่เข้าถึงพื้นที่ปฏิบัติงานและอากาศยานโดยตรง จึงต้องผ่านการตรวจค้นตามมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกับผู้โดยสาร ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เร่งหารือร่วมกับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) เพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในระบบการตรวจคัดกรองให้มีความรัดกุมสูงสุด
นางสาวอารีภักดิ์ ได้ฝากเตือนและขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการรับหิ้วสิ่งของหรือรับฝากกระเป๋าสัมภาระระหว่างประเทศโดยเด็ดขาด เนื่องจากกลุ่มเครือข่ายการค้ายาเสพติดมักใช้วิธีการจ้างหรือฝากหิ้วพัสดุข้ามประเทศ โดยซุกซ่อนยาเสพติดไว้ ซึ่งหากถูกตรวจพบ ผู้รับหิ้วจะกลายเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานลักลอบนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งความผิดดังกล่าวมีโทษทางกฎหมายที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะความผิดฐานนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ได้แก่ เฮโรอีน ไอซ์ ยาบ้า หรือยาอี เป็นต้น) มีอัตราโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต ไปจนถึงประหารชีวิต ทั้งตามกฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายของประเทศปลายทาง