วันนี้ (2 ก.ค. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุมตัว น.ส.ประนอม อายุ 57 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ
1.ศาลจังหวัดเพชรบุรี ที่ 195/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานโดยทุจริตหรือหลอกลวง นำเข้าสู่คอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์
ที่ปิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ”
2.หมายจับศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ จ.612/2568 ลงวันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการ
ที่ตนเกี่ยวข้องโดยประการที่ตนรู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใดฯ”
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่ลานจอดรถ สถานีขนส่ง ในพื้นที่ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์ในคดี ก่อนเกิดเหตุช่วงประมาณเดือนมีนาคม 2568 มีบุคคลรายหนึ่งชวนลงทุน โดยแอบอ้างว่าเป็นผู้มีวุฒิการศึกษาระดับดอกเตอร์ สร้างโปรไฟล์ให้น่าเชื่อถือ เข้ามาทักทายและตีสนิท ผ่านทางแอปพลิเคชัน Facebook เมื่อตายใจ จึงได้ชวนเพิ่มเพื่อนทาง Line โดยอ้างว่าเพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร หลังจากนั้น “ดอกเตอร์กำมะลอ” รายนี้เริ่มเข้าสู่แผนการ
โดยชักชวนให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ พร้อมทั้งหว่านล้อมว่า หากต้องการผลตอบแทนหรือกำไรจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันในการลงทุนสูงตามไปด้วย ด้วยโปรไฟล์ที่ดูน่าเชื่อถือและคำพูดที่ดูมีความรู้ ทำให้ไว้ใจเลยหลงเชื่อ และเริ่มโอนเงินจากบัญชีธนาคารของตนเอง เข้าสู่บัญชีปลายทางที่คาดว่าเป็นกลุ่มบัญชีม้า จำนวน 6 บัญชี
ซึ่งต่างธนาคารกัน รวมยอดเงินที่ผู้เสียหายโอนไปทั้งสิ้น 7 ครั้ง ภายในเวลา 5 วัน เป็นเงิน 850,000 บาท ต่อมาไม่สามารถถอนเงินดังกล่าวออกมาได้ และได้ติดต่อกลับไปแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงรู้ว่าเป็นมิจฉาชีพ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายจึงมาแจ้งความ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาให้ถึงที่สุด
จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การเบื้องต้น น.ส.ประนอม ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ยอมรับว่าตนเองมีอาชีพรับจ้าง มีรายได้น้อย ได้มีเพื่อนบอกว่าอยากได้เงินใช้ไหม จึงได้ขอบัตรประชาชนไปแล้ววันต่อมาเอาบัตรประชาชนมาคืน พร้อมเงิน 5,000 บาท ตนเองก็ไม่ได้คิดอะไร จนมารู้ความจริงตอนที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับกุมตัวและแสดงหมายจับ จำนวน 2 หมายจับ ให้ดูจึงรู้เลยว่าคงเป็นเพื่อนที่เอาข้อมูลไปขายให้มิจฉาชีพ