พรรคประชาชน โชว์วิสัยทัศน์ Offset Policy เปลี่ยนงบ “กลาโหม” เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

พรรคประชาชน โชว์วิสัยทัศน์ Offset Policy เปลี่ยนงบ “กลาโหม” เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

View icon 27
วันที่ 3 ก.ค. 2569 | 10.58 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่น! ไทยต้องเลิกเป็นเพียงผู้ซื้ออาวุธ ทุกเม็ดเงินด้านความมั่นคง ต้องสร้างเทคโนโลยี สร้างงาน และอุตสาหกรรมของประเทศ
.

วันนี้ (3 ก.ค.69) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง ‘ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการทูตของไทยในโลกยุคใหม่’ ประกาศวิสัยทัศน์ใช้นโยบาย Offset Policy เปลี่ยนงบซื้ออาวุธให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศอำนาจขนาดกลาง
.
Offset Policy คือ มาตรการจัดซื้อแบบชดเชย เป็นนโยบายที่ประเทศผู้ซื้ออาวุธกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากการซื้ออาวุธโดยตรง โดยผู้ขายต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ กลับมายังประเทศผู้ซื้ออาวุธด้วย
.
นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ประเทศไทยไม่สามารถเป็นผู้ซื้ออาวุธได้เพียงอย่างเดียว ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตัวเองขึ้นมาด้วย ซึ่งนโยบาย Offset Policy เป็นก้าวสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นมา
.
ไทยยังสามารถใช้ Offset Policy ร่วมกับประเทศพันธมิตรรายอื่นๆ สร้างการทูตแบบใหม่ของกลุ่มประเทศอำนาจขนาดกลาง (Middle Power) เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อิสราเอล สวีเดน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศเหล่านี้มีเทคโนโลยีด้านยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย และมีความจริงใจในการเจรจาเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับวิศวกรชาวไทย สร้างฐานการผลิต ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาวุธในไทย เพื่อให้เงินลงทุนที่มาจากภาษีของคนไทยคุ้มค่ามากที่สุด
.
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงโมเดล ‘Triple Helix’ ที่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาวิจัย ที่จะถูกเชื่อมโยงกันด้วย Offset Policy โดยยกตัวอย่างเกาหลีใต้ที่ใช้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาควิจัย และภาคเอกชน จนพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานของตนเองภายใต้โครงการ KF-21 และขยายความร่วมมือไปยังประเทศอินโดนีเซีย มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตบางส่วน และนี่คือตัวอย่างความร่วมมือระหว่างชาติที่เป็น Middle Power ด้วยกัน
.
พรรคประชาชนได้นำเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรม ที่กำหนดเงื่อนไขให้การจัดซื้อขนาดใหญ่ของภาครัฐจำเป็นต้องมี Offset Policy โดยไม่จำกัดเฉพาะการซื้อยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมการจัดซื้อของหน่วยงานอื่นๆ ด้วย และกำหนดให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นแกนกลางดูแลเงื่อนไข Offset Policy ของประเทศไทย
.
“ประเทศไทยมีความพร้อมในทุกเรื่อง สิ่งที่เราต้องทำ คือการกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินทางร่วมกันอย่างมีทิศทาง เราต้องใช้การทูตนำการทหาร และเทคโนโลยีนำการพัฒนา" ณัฐพงษ์ปิดท้ายการบรรยายพิเศษ และการแสดงวิสัยทัศน์
.
การบรรยายดังกล่าวจัดขึ้นในงานสัมมนาหัวข้อ ‘รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พรบ. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรม’ จัดโดยคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 3 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา โดยมีบริษัทเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากสถานทูตหลายแห่ง มาร่วมงานกันกว่า 150 คน
.
ในงานมีการเสวนาบนเวที โดยมี รศ.ดร. ประมวล สุธีจารุวัฒน ส.ส.พรรคประชาชน และอดีตอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พล.อ.อ.พิบูล วรวรรณปรีชา กรรมการผู้จัดการ บ.อุตสาหกรรมการบิน จำกัด และกฤต กุลหิรัญ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บ.ชัยเสรี เมททัลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ร่วมกันเสวนาเกี่ยวกับ Offset Policy พูดถึงหลักการ ขั้นตอนการทำ Offset รวมทั้งประสบการณ์ ทั้งในฐานะผู้ส่งมอบและผู้รับเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผ่านกระบวนการ Offset
.
และ ในช่วงบ่าย กลุ่มผู้ผลิตอาวุธทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ได้ร่วมกิจกรรม Workshop เพื่อความรู้ความเข้าใจต่อนโยบาย Offset Policy ที่มากขึ้น มีทั้งการบรรยายสรุปเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. และขั้นตอนที่แต่ละภาคส่วนจะต้องดำเนินการในการจัดหายุทโธปกรณ์ให้ประเทศไทยในอนาคต
.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง