นักเคลื่อนไหวชาวทิเบตจุดไฟเผาตัวเอง ประท้วงหน้าสำนักงานใหญ่ UN ในนิวยอร์ก

นักเคลื่อนไหวชาวทิเบตจุดไฟเผาตัวเอง ประท้วงหน้าสำนักงานใหญ่ UN ในนิวยอร์ก

View icon 14
วันที่ 3 ก.ค. 2569 | 15.41 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
นักเคลื่อนไหวชาวทิเบตจุดไฟเผาตัวเอง ประท้วงหน้าสำนักงานใหญ่ UN ในนิวยอร์ก เพื่อประท้วงนโยบายของจีนต่อทิเบต

(3 ก.ค.69) นักเคลื่อนไหวชาวทิเบตคนหนึ่งได้จุดไฟเผาตัวเองเพื่อเรียกร้องเอกราชให้แก่ทิเบต บริเวณด้านนอกสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) ในกรุงนิวยอร์ก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (2 กรกฎาคม) และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบชายคนดังกล่าว อยู่ในสภาพถูกไฟคลอก เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเบลวิว (Bellevue Hospital) ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ตำรวจระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนและยังไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม Voice of Tibet สื่อของชาวทิเบตพลัดถิ่น รายงานว่า นักเคลื่อนไหวชาวทิเบต คนนี้ คือ ลอบกา รังเซน (Lobga Rangzen) เป็นคนขับ Uber เขาได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุพร้อมธงชาติทิเบต แล้วจุดไฟเผาตัวเองเสียชีวิตนอกสำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนิวยอร์ก หลังจากกล่าวปราศรัยเรียกร้อง เอกราชและความเป็นเอกภาพ ของทิเบต

เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่น amNewYork รายงานอ้างคำพูดของ เพื่อนร่วมอาชีพของเขา ว่า รังเซน รู้สึกโกรธแค้นอย่างมากต่อมาตรการจำกัดสิทธิ์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลจีนบังคับใช้กับเพื่อนร่วมชาติของเขา

โดยเฉพาะ กฎหมายส่งเสริมเอกภาพและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์ ฉบับใหม่ของจีนที่มีผลบังคับใช้ในสัปดาห์นี้ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเปิดทางให้รัฐบาลปักกิ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการกับบุคคลที่อยู่นอกประเทศได้

รัฐบาลจีน อ้างว่า กฎหมายนี้สร้าง "อัตลักษณ์ร่วม" ของชาติในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย 55 กลุ่มของประเทศ รวมถึง ชาวทิเบตและชาวอุยกูร์  ซึ่งบางส่วนแสดงความอึดอัดใจและต่อต้านการปกครองของจีนมาโดยตลอด

ชาวทิเบตทั่วโลกต่างพากันคัดค้านกฎหมายนี้ ที่ผ่านมา ชาวทิเบตเคยใช้วิธีจุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงนโยบายของรัฐบาลปักกิ่งในทิเบต รวมถึงในพื้นที่ใกล้เคียงที่มีประชากรชาวทิเบตอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ จีนได้เข้าควบคุมทิเบตในปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) ซึ่งทางการจีนอธิบายว่าเป็น "การปลดปล่อยอย่างสันติ" จากระบบทาสที่ดินแบบศักดินา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและชาวทิเบตพลัดถิ่นได้ออกมาประณามสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าการปกครองที่กดขี่ของจีนในทิเบตและพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งทางรัฐบาลจีนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด

ประเด็นเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อยถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในประเทศจีน โดยชาวทิเบตและกลุ่มน้อยอื่น ๆ จะถูกจับตามองและสอดส่องอย่างเข้มงวด หากมีสัญญาณใด ๆ ที่เข้าข่าย "การแบ่งแยกดินแดน"

ทั้งนี้ รัฐบาลปักกิ่งได้เพิ่มการควบคุมเชิงสถาบันในทิเบตอย่างเข้มงวดมากขึ้น นับตั้งแต่ สี จิ้นผิง ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศในปี ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง