ศาลอาญากรุงเทพใต้ สั่งปรับคนละ 5,000 บาท ตะวันและพวก ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ยกฟ้อง 112, 116

ศาลอาญากรุงเทพใต้ สั่งปรับคนละ 5,000 บาท ตะวันและพวก ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ยกฟ้อง 112, 116

View icon 72
วันที่ 6 ก.ค. 2569 | 16.15 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ศาลอาญากรุงเทพใต้ สั่งปรับคนละ 5,000 บาท ตะวันและพวก ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน กรณีทำโพลขบวนเสด็จฯ ยกฟ้อง 112 และ 116 ชี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

วันนี้ (6 ก.ค.69) ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง นัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ.765/2565 ระหว่าง พนักงานอัยการโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ทานตะวัน จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 8 คน โดยคดีนี้โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดกับพวกในความผิดฐานร่วมกัน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, ฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนอันมิใช่เป็นการกระทำในความมุ่งหมายแห่ง รัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, ฐานร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่, ฐานร่วมกันขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ และฐานร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา น.ส.เนติพร จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 มีความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนอันมิใช่เป็นการกระทำในความมุ่งหมายแห่ง รัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 หรือไม่ เห็นว่า

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม มาตรา 112 จะต้องเป็นการกระทำในลักษณะด้อยค่าใส่ร้ายป้ายสี หรือแสดงกิริยาอื่นใด หรือกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน เปรียบเทียบ เปรียบเปรย หรือเสียดีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท หรือใช้สิทธิและเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางใดทางหนึ่ง ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายมาตราดังกล่าว รัฐจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยยึดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ด้วยความเป็นธรรม และเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน มิใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

เมื่อพิจารณาข้อความตามป้ายประกาศของกลาง และการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4- 8 ที่เชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยการติดสติกเกอร์ว่า ขบวนเสด็จฯ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนหรือไม่ ซึ่งเป็นการกระทำเพียงประโยคคำถามถึงขบวนเสด็จฯ มิต้องด้วยลักษณะการมุ่งหมายหรือเชื่อมโยงไปยังบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อความบนป้ายประกาศมิได้ระบุพระนามหรือสื่อถึงบุคคลที่กฎหมายคุ้มครองโดยตรง จึงไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อหรือการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท จากทางนำสืบของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 ไม่มีการกล่าวปราศรัย หรือแสดงความเห็นอื่นใดในประการที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือเสียดสี อันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันไม่บังควร หรือกระทำการอื่นใดที่จะส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการอาฆาตมาดร้าย

แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว ก็เป็นเพียงการแสดงออกทางร่างกายเพื่อสื่อความหมายถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งอาจมีผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็เป็นสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็นของแต่ละบุคคลที่สามารถกระทำได้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา3 4

เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ทั้งจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏเหตุความวุ่นวายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 อันจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักรและเพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 ตามที่โจทก์ฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 มีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 7 บัญญัติว่า “การจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมีหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรจากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป…จะกระทำมิได้…” เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นัดชุมนุมสาธารณะโดยไม่ได้ขออนุญาตและเป็นการชุมนุมในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง จึงเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ซึ่งมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยตามพระราชบัญญัติถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมและออกไปจากรัศมี 150 เมตร จากหน้าวังสระปทุมได้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4- 8 ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4-6 และที่ 8 มีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกเหตุการณ์ภาพเคลื่อนไหวปรากฏภาพเฉพาะจำเลยที่ 6 กับชายสวมเสื้อแขนยาวสีดำ หมวกสีดำและเด็กชายเอ (นามสมมุติ) เท่านั้นที่ผลักดันแนวรั้วที่เจ้าพนักงานได้ตั้งกันไว้ โดยจำเลยที่ 1, 2, 4, 5 และ 8 ไม่ได้ร่วมในการผลักดันด้วย ความผิดฐานนี้คงมีเฉพาะจำเลยที่ 6 ชายสวมเสื้อแขนยาวสีดำ หมวกสีดำ และเด็กชายเอ ที่กระทำความผิด แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องชายสวมเสื้อแขนยาวสีดำ หมวกสีดำเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 6 ร่วมกระทำความผิดกับชายดังกล่าว คงฟังได้ว่า จำเลยที่ 6 กับเด็กชายเอ ร่วมกระทำความผิดเพียงสองคนเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 6 จึงมีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 วรรคแรก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่จำเลยที่ 4 จะกล่าวถ้อยคำต่อว่าตามที่โจทก์ฟ้อง มีชายคนหนึ่งแต่งกายนอกเครื่องแบบเข้ามารัดตัวจำเลยที่ 1 อุ้มขึ้น ทำให้แขนทั้งสองข้างรัดบริเวณหน้าอกจนเกิดการชุลมุนกัน โดยที่จำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าชายดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แม้ถ้อยคำที่จำเลยที่ 4 กล่าวจะรุนแรงไปบ้าง แต่เป็นการป้องกันสิทธิของผู้อื่นและยังอยู่ในกรอบของกฎหมาย จึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามฟ้อง

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 และจำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ ปรับจำเลยคนละ 5,000 บาท ฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 3 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 6 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้ บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้คืนแผ่นป้ายของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก