4 พันคน ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ อย่าเพิ่งตกใจว่าจะเป็นมะเร็ง

4 พันคน ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ อย่าเพิ่งตกใจว่าจะเป็นมะเร็ง

View icon 58
วันที่ 7 ก.ค. 2569 | 08.06 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
นักศึกษา 4,000 คน ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ อาจารย์หมอสุรัตน์ให้ความเห็น อย่าเพิ่งตกใจว่าจะเป็นมะเร็ง อาจต้องตรวจยืนยันเพิ่มเติมก่อนสรุปการวินิจฉัย หรือวางแผนการรักษา

นักศึกษาถึง 4,000 คน ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ วันนี้ (7 ก.ค.69) ผศ.นพ. สุรัตน์ ตันประเวช ให้ความเห็นผ่านเพจสาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ โดยข้อความตอนหนึ่งระบุว่า ติดเชื้อ พยาธิใบไม้ในตับ ตรวจแบบไหน แล้วแปลผลอย่างไร สืบเนื่องเนื่องจากมีข่าวว่านักศึกษาถึง 4,000 คน มีการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่ง ศ.นพ. สมศักดิ์ ได้กรุณาถามว่า แล้ววิธีตรวจ มีการแปลผลที่แตกต่างกัน มีความไวและความจำเพาะเจาะจงที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตระหนก ก็ควรรู้ว่าตรวจด้วยวิธีไหนด้วย สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกว่า “ตรวจพบความเสี่ยงหรือผลบวกจากการคัดกรอง” ไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีพยาธิตัวเต็มวัยในท่อน้ำดี เพราะผลตรวจขึ้นอยู่กับชนิดของการตรวจที่ใช้

สำหรับการตรวจหาโรคพยาธิใบไม้ตับ (ส่วนใหญ่เกิดจาก Opisthorchis viverrini) ปัจจุบันมีหลายวิธี ดังนี้

1. การตรวจอุจจาระ (Gold standard แบบดั้งเดิม) ถือเป็นมาตรฐานที่ใช้มายาวนาน มองหา “ไข่พยาธิ” หากพบไข่ ถือว่ายืนยันการติดเชื้อได้ค่อนข้างแน่นอน แต่มีข้อเสียคือ หากมีพยาธิจำนวนน้อยอาจไม่พบไข่ ระยะเริ่มติดเชื้อยังไม่ออกไข่ ต้องอาศัยนักเทคนิคที่มีความชำนาญ ความไวจึงแตกต่างกันมาก
ตรวจครั้งเดียว ≈ 40–70%
ตรวจ 3 วันติดต่อกัน อาจสูงถึง 90–95%

2. ตรวจเลือดหาแอนติบอดี (ELISA) หลายมหาวิทยาลัยในภาคอีสานใช้วิธีนี้ในการคัดกรองประชากรจำนวนมาก ข้อดีเจอคนติดเชื้อได้มาก ใช้คัดกรองได้รวดเร็ว แต่ข้อเสีย คือ ผลบวกไม่ได้แปลว่าปัจจุบันยังมีพยาธิ คนที่เคยติดเมื่อหลายปีก่อน รักษาหายแล้ว ก็ยังอาจตรวจเป็นบวก ความไวประมาณ 90–98% ความจำเพาะ ประมาณ 80–95% ดังนั้นจะมี false positive หรือผลบวกลวงได้พอสมควร

3. ตรวจหาแอนติเจนของพยาธิ ตรวจสารที่ตัวพยาธิปล่อยออกมา ข้อดี บอกการติดเชื้อปัจจุบันได้ดีกว่า ELISA แบบแอนติบอดี หลังรักษาแล้วผลจะลดลง ความไว 85–95% ความจำเพาะ 90–98%

4. PCR ตรวจ DNA ของพยาธิถือว่าแม่นยำที่สุด ความไว 95–100% ความจำเพาะเกือบ 100% แต่มีราคาแพง จึงไม่ใช้ตรวจประชาชนจำนวนหลายหมื่นคน

อาจารย์หมอสุรัตน์ ตั้งคำถามถึงข่าวที่บอกว่า พบกว่า 4,000 คน ใช้วิธีอะไร บอกตรง ๆ ว่าตอนนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่จากรูปแบบการเฝ้าระวังที่หลายมหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเคยดำเนินการ ร่วมกับโครงการควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับของหน่วยงานสาธารณสุข มักใช้การตรวจเลือดแบบ ELISA เพื่อคัดกรอง เพราะตรวจได้รวดเร็ว ตรวจคนจำนวนมากได้ในวันเดียว ความไวสูง ไม่พลาดผู้ติดเชื้อง่าย

จากนั้นผู้ที่ผลบวกจึงมักได้รับการตรวจยืนยันเพิ่มเติม เช่น การตรวจอุจจาระ หรือรับการประเมินและรักษาตามแนวทางของแพทย์ ทั้งนี้ วิธีที่ใช้จริงในเหตุการณ์ดังกล่าวควรอ้างอิงจากรายงานของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานสาธารณสุขที่ดำเนินการตรวจ อีกที

แล้วร่างกายเราสามารถที่จะฆ่าพยาธิได้เองหรือไม่หากติดเชื้อไปแล้ว คำตอบคือ ได้ แต่ไม่ใช่ในความหมายที่ร่างกายกำจัดพยาธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับOpisthorchis viverrini มีลักษณะต่างจากพยาธิบางชนิด เพราะมันวิวัฒนาการมาเพื่อ “หลบหลีก” ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ดี

ถ้าติดเชื้อจริง ร่างกายฆ่าพยาธิได้เองหรือไม่ ส่วนใหญ่ไม่ได้ เนื่องจาก พยาธิใบไม้ตับสามารถอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีได้ประมาณ 10–30 ปี มันเคลือบผิวด้วยสารที่ช่วยหลบภูมิคุ้มกัน ขณะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำได้เพียงทำให้เกิดการอักเสบ แต่ไม่สามารถกำจัดพยาธิทั้งหมดได้

สำหรับ “แหล่งติดเชื้อ” ทำไมผู้ว่าฯ จึงสั่งตรวจร้านส้มตำ เพราะพยาธิใบไม้ตับติดต่อจากการรับประทาน ปลาร้าดิบที่มีชิ้นปลาดิบปน ก้อยปลา ลาบปลา ปลาส้ม ปลาแดกที่ไม่ได้ผ่านความร้อนเพียงพอ น้ำปลาร้าเพียงอย่างเดียวที่ผ่านการหมักได้มาตรฐานไม่ได้เป็นปัญหาหลัก แต่การมีเศษปลาดิบหรือการใช้ปลาน้ำจืดดิบเป็นส่วนประกอบของอาหาร เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ จึงมีการตรวจร้านส้มตำเพื่อเฝ้าระวังการใช้วัตถุดิบและสุขลักษณะในการประกอบอาหาร รวมถึงป้องกันการแพร่กระจายของโรคในพื้นที่เสี่ยง

หากตัวเลข “กว่า 4,000 คน” มาจาก การตรวจเลือดคัดกรอง (ELISA) ตัวเลขดังกล่าวบอกว่ามีผู้ที่ตรวจพบการตอบสนองต่อเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูงจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดมีพยาธิที่ยังมีชีวิตอยู่ในร่างกาย จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับวิธีตรวจที่ใช้ และในบางกรณีอาจต้องมีการตรวจยืนยันเพิ่มเติมก่อนสรุปการวินิจฉัยหรือวางแผนการรักษา อย่าตกใจว่าจะเป็นมะเร็ง คำถามถือ เมื่อพบแบบนี้  จะทำอย่างไรต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง