ห้องข่าวภาคเที่ยง - ป.ป.ท.เขต 7 เตรียมใช้รูปแบบเดียวกับการตรวจสอบ เครื่องสแกนใบหน้าของ รร.อนุบบาลนครปฐม ที่ผู้บริหาร ให้เอกชนติดตั้งก่อนประกวดราคา เพื่อขยายผลตรวจสอบโรงเรียนอื่นของรัฐทั่วทั้งจังหวัดนครปฐม ติดตามจากคุณหนึ่ง อรรถพล ดวงจินดา ในคอลัมน์หมายเลข 7
การเข้าตรวจสอบ โครงการติดตั้งเครื่องสแกนใบหน้า ภายในโรงเรียนอนุบาลนครปฐม ซึ่ง ป.ป.ท. เขต 7 และคอลัมน์หมายเลข 7 ได้รับเรื่องร้องเรียนและขยายผลร่วมกัน จากหลักฐานพบข้อมูลชี้ชัด
ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม ให้เอกชนดำเนินการติดตั้งเครื่องสแกนใบหน้า Student Care ภายในโรงเรียน รวม 8 จุด วงเงิน 1.2 ล้านบาท โดยทำสัญญาจ้างเอกชนให้ติดตั้งก่อน ทั้งที่ยังไม่มีการประกวดราคาตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและบริหารระเบียบพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ใช้วิธีโยกงบ มาจากค่าให้บริการนักเรียน ที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเพิ่ม คนละ 400 บาท และพบหลักฐานว่า ผู้บริหารโรงเรียน มีพฤติการ "ส่อไปทางทุจริต" ทำให้บริษัทเอกชนเจ้าของเครื่องสแกนใบหน้าที่ติดตั้งให้โรงเรียน ต้องถอดเครื่องสแกนใบหน้าออกไป
เบื้องต้น ป.ป.ท. เขต 7 อยู่ระหว่างตรวจสอบขยายผลเพิ่ม ในโรงเรียนแห่งอื่น ๆ ที่มีรูปแบบการใช้เงินของโรงเรียน ด้วยการโยกงบมาจากค่าให้บริการนักเรียน เพื่อเป็นค่าติดตั้งเครื่องสแกนใบหน้า
ซึ่งจะใช้แนวทางตรวจสอบโรงเรียนอนุบาลนครปฐม เป็นต้นแบบ เพื่อขยายผล สุ่มตรวจ การใช้เงินของโรงเรียนรัฐแต่ละแห่ง โดยจะเริ่มสุ่มตรวจในจังหวัดนครปฐม และจะขยายไปในพื้นที่รับผิดชอบของ ป.ป.ท. เขต 7 หลังจากมีข้อมูลเชิงลึกว่ามีโรงเรียนอีกหลายแห่ง ติดตั้งเครื่องสแกนใบหน้าลักษณะเดียวกัน
ขณะเดียวกัน การตีแผ่ข้อมูลเรื่องนี้ของคอลัมน์หมายเลข 7 เกิดจากปมขัดแย้งของบุคลากร และผู้บริหารภายในโรงเรียน ส่งผลกระทบต่อเด็กนักเรียนและผู้ปกครอง นำไปสู่การรื้อปัญหาที่ซ่อนไว้ใต้พรมภายในโรงเรียน เพราะทำให้นักเรียนชั้นอนุบาล และประถมวัย กว่า 2,400 คน ต้องขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน แก้วน้ำ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ที่ต้องใช้ในช่วงเปิดภาคเรียน ผู้ปกครองบางรายถึงขั้นต้องออกเงินซื้อให้บุตรหลานเอง จึงกระทบต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อผู้บริหารโรงเรียน แม้ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขแล้วหลังเปิดภาคเรียนถึง 3 สัปดาห์
เรื่องราวนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม และรองผู้อำนวยการฯ อีก 2 คน ถูกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาในสังกัด สั่งย้ายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ในสำนักงานพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 ไปก่อนหน้านั้น และตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน ล่าสุดมีรายงานว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าว เสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับผู้บริหารโรงเรียน ที่จัดทำโครงการนี้โดยไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ
การขยายผลตรวจสอบเครื่องสแกนใบหน้าที่โรงเรียนอื่น ๆ ในจังหวัดนครปฐม หากมีความคืบหน้า คอลัมน์หมายเลข 7 จะติดตามมานำเสนอ
ส่วนเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้าน ที่ถูกรองนายก อบต.ขายบ้าน ทับที่บ่อน้ำบาดาล ที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งเรานำเสนอไปเมื่อวานนี้ ตอนนี้มีความคืบหน้า หลังจากคุณสมโภชน์ โตรักษา เข้าไปยื่นหนังสือด้วยตัวเอง กับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ล่าสุด ได้รับแจ้งว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้พิจารณารับเรื่องร้องเรียน และจะแสวงหาข้อเท็จจริงต่อไปแล้ว