ห้องข่าวภาคเที่ยง สุดสัปดาห์ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำกำลังดีเอสไอ และตำรวจ บุกค้นบริษัทนอมินีบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบชาวต่างชาติ บริหารทรัพย์สิน และธุรกิจที่พักอาศัย โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ที่ดิน
เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นเป้าหมาย ในคดีความผิดตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่งข้อมูลบริษัทต้องสงสัย 34 แห่ง ให้ดีเอสไอ ซึ่งพบพฤติการณ์เข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือ นอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมาย
เป้าหมายสำคัญ กลุ่มบริษัท J ถูกกล่าวหาว่าใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดินและดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พื้นที่ 14,000 ตารางเมตร ในตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย ซึ่งพบชาวจีนบริหารงาน บริษัทพัฒนาโครงการวิลล่าหรูจำหน่ายให้ชาวต่างชาติ และเชื่อมโยงบริษัทในเครือ 5 แห่ง ครอบคลุมการถือครองที่ดิน ก่อสร้าง การตลาด และการขายอสังหาริมทรัพย์
และกลุ่มบริษัทนี้ ยังถือครองที่ดิน 15 แปลง เนื้อที่เกือบ 98 ไร่ มูลค่า 1,567 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าโครงการประเมินเบื้องต้นกว่า 1,600 ล้านบาท มีสินทรัพย์ 1,692 ล้านบาท และมีเงินหมุนเวียนผ่านบัญชีเกือบ 2,000 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ยึดเอกสาร เกี่ยวกับการถือหุ้น โฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขาย สัญญาก่อสร้าง แบบโครงการ และข้อมูลธุรกรรมทางการเงินจำนวนมาก พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
อีกเป้าหมายเป็น สำนักงานกฎหมาย P ที่เจ้าของและบุคคลใกล้ชิด ถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในนิติบุคคล กว่า 150 บริษัท ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่า ดีเอสไอ ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ใช้โครงสร้างนิติบุคคลอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ไม่ใช่การดำเนินการกับนักลงทุนต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต
นอกจากนี้ DSI ยังตรวจสอบอีก 3 บริษัท บนเกาะพะงันและเกาะสมุย ซึ่งเป็นธุรกิจเชื่อมโยงกับกลุ่มนักลงทุนชาวอิสราเอล ดำเนินกิจการที่พักและโฆษณาเป็นศูนย์บำบัดและโยคะ รวมทั้งประกอบธุรกิจโรงแรมบนเกาะสมุย และประกอบธุรกิจสร้างและให้เช่าที่พัก