การปะทะรอบใหม่ในช่วงสุดสัปดาห์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลราคาน้ำมันดิบพุ่งถึง 3 % ขณะที่ สหรัฐฯ อ้างว่าช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ถูกปิด
หลังจากกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายทางตอนใต้ของอิหร่านกว่า 140 จุด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (11 ก.ค.) เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีเรือสินค้า ก่อนประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น วานนี้ (12 ก.ค.) กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและใช้โดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ใน 5 ประเทศเพื่อนบ้านรอบอ่าวเปอร์เซีย ถือเป็นการขยายขอบเขตความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น โดยอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ละเมิด MOU หยุดยิง โดยมุ่งเป้าโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้าทางเรือ และระบบสื่อสารด้านการบินของอิหร่าน
ช่วงเช้ามืดวันนี้ (13 ก.ค.) กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ โพสต์ข้อความระบุว่าได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อลดทอนความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสื่อฯ อิหร่านรายงานว่าการโจมตีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ ขยายพื้นที่มากขึ้น นอกจากโจมตีทางตอนใต้แล้ว สหรัฐฯ ยังขยายไปยังหลายเมืองทางตะวันตกของอิหร่าน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 1 คน ในโรงผลิตน้ำเมืองมาห์ชาห์ร
ด้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าแม้อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ และมีการโจมตีตอบโต้กันตลอดช่วงสุดสัปดาห์ แต่ ณ ขณะนี้ ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือพาณิชย์สัญจรผ่านได้แล้ว โดยกองทัพสหรัฐฯ รับประกันความปลอดภัย
สถานการณ์สู้รบที่รุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันที โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ หรือราคาตลาดโลก เพิ่มขึ้นกว่า 3 % อยู่ที่กว่า 78 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นกว่า 3 % เช่นกัน อยู่ที่กว่า 73 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล