ปัญหาอุทธรณ์ หลุดเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

View icon 154
วันที่ 20 ก.ค. 2569 | 06.17 น.
เช้านี้ที่หมอชิต
แชร์
เช้านี้ที่หมอชิต - คนที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 แห่ยื่นอุทธรณ์ทวงสิทธิ์แล้ว 2.7 ล้านราย ขณะที่ โฆษกกระทรวงการคลัง ยอมรับข้อมูลอาจมีผิดพลาด ก่อให้เกิดความสับสน จึงเตรียมปรับหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนขึ้น

หนึ่งในเกณฑ์ที่มีปัญหา ทำให้คนที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 คือมีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์เกินที่กำหนด อย่างเช่น นางติ๋มและสามี อาศัยอยู่ที่ลำปาง มีอาชีพเก็บของเก่า สภาพบ้านค่อนข้างทรุดโทรม ยังใช้เตาฟืนหุงข้าวและทำอาหาร

นางติ๋ม เล่าว่า ที่ผ่านมาได้สิทธิ์ร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้กลับไม่ผ่าน เพราะมีรถจักรยานยนต์ 2 คัน เป็นรถซาเล้งเก่าไว้ให้สามี อายุ 70 ปี ป่วยหลายโรครุมเร้า ขี่ไปหาหมอ ส่วนอีก 1 คัน ไว้ให้ลูกขี่ไปเก็บของเก่ามาขายหาเลี้ยงครอบครัว 5 ชีวิต

เช่นเดียวกับประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรี ทยอยเข้ายื่นอุทธรณ์สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่สำนักงานขนส่งจังหวัด ด้วยสาเหตุมีชื่อครอบครองรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์เกินเงื่อนไข

หลายคนยืนยันว่า เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อน เพราะรถถูกขายไปนานแล้ว บางคนถูกไฟแนนซ์ยึดรถแต่ยังมีชื่อในทะเบียน

ขณะที่ นางเพลินพิศ แก้วยา อายุ 62 ปี ชาวอำเภอสูงเนิน จังหวัดนคราชสีมา เดินทางมาที่ธนาคารกรุงไทย สาขาเดอะมอลล์ นครราชสีมา เพื่อยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากระบบตรวจพบว่ามีเงินฝากในบัญชี 600,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของลูกหลานที่นำมาฝากไว้ และปัจจุบันเงินในบัญชีเหลือเพียง 900 บาทเท่านั้น อยากให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน เพราะเงินในบัญชีไม่ได้หมายความว่าจะเป็นทรัพย์สินของเจ้าของบัญชีเสมอไป

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ที่หลุดเกณฑ์ฯ ยื่นอุทธรณ์แล้ว กว่า 2,760,000 ราย โดยผู้ที่ต้องการอุทธรณ์ สามารถยื่นได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

ขณะที่ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า อาจมีข้อมูลผิดพลาดและก่อให้เกิดความสับสนอยู่บ้าง เช่น การใช้คำที่ไม่ชัดเจน กรณีใช้คำว่า รถยนต์ แทนคำว่า รถ ซึ่งกรมการขนส่งทางบกตีความถึงรถทุกประเภท รวมทั้งรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ 2 คันขึ้นไปด้วย ซึ่งจะปรับหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนขึ้นตามข้อทักท้วง

ส่วนข้อมูลอื่น เช่น ประชาชนสูงอายุที่มีชื่อเป็นนักเรียน นักศึกษา อาจเกิดจากข้อมูลคลาดเคลื่อน เนื่องจากใช้ข้อมูลต้นทางกว่า 9 ล้านชุดข้อมูล ซึ่งจะมีการแก้ไขต่อไป

ทั้งนี้ยืนยันว่าเกณฑ์ที่ออกมาทำเพื่อคัดกรองให้ได้ประชาชนผู้ลำบาก เปราะบาง และมีรายได้น้อยที่สุด ให้ได้รับการช่วยเหลือ

สำหรับผู้ที่หลุดจากสิทธิ์เดิม รวมถึงผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ์ตั้งแต่แรก ประมาณ 6 ล้านคน เบื้องต้นจะได้รับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะได้ใช้สิทธิ์ในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 21 ก.ค.นี้