ยายวัย 86 ปี เดินเท้ากว่า 1 กิโลเมตร มารับเจ้าหน้าที่ไปช่วยยื่นทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้สามีวัย 90 ปี หลังถูกตัดสิทธิ เพราะระบบแจ้งว่ามีรถ 2 คัน ทั้งที่ไม่มี
วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาหนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี พบว่ายังคงมีประชาชนเดินทางมาติดต่อขอรับบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ช่วยดำเนินการสแกนใบหน้า เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิรายใหม่ และรับยื่นอุทธรณ์สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
โดยผู้ที่ได้รับสิทธิรายใหม่ต่างยิ้มแย้มด้วยความดีใจ เพราะหวังว่าจะนำเงินช่วยเหลือไปใช้ซื้อของกินของใช้ภายในครอบครัว ขณะที่ยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมายื่นอุทธรณ์ หลังตรวจสอบพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากระบบระบุว่า ครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ รวมถึงบางรายถูกระบุว่ามีหนี้สินเกิน 100,000 บาท ทั้งที่หลายคนเคยได้รับสิทธิมาแล้วในรอบที่ผ่านมา
หนึ่งในผู้ที่เดินทางมายื่นอุทธรณ์ คือ คุณยายวัย 86 ปี ชาวหมู่ 6 ตำบลหนองยาง ซึ่งเดินเท้าจากบ้านมายังธนาคารเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร เพื่อมารับเจ้าหน้าที่เดินทางไปช่วยยื่นอุทธรณ์สิทธิให้สามีวัย 90 ปี หลังจากให้ญาติช่วยตรวจสอบสิทธิ แล้วพบว่าสามีไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากระบบระบุว่าครอบครองรถ 2 คัน คุณยายยืนยันว่า ครอบครัวไม่มีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ตามที่ระบบแจ้ง แม้แต่รถจักรยานก็ยกให้คนอื่นไปแล้ว เพราะไม่มีแรงขี่ อีกทั้งที่บ้านยังต้องดูแลลูกพิการ จึงอยากให้สามีได้รับสิทธิเช่นเดียวกับตนเอง ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่ายังคงได้รับสิทธิตามเดิม
ด้านเจ้าหน้าที่ธนาคารเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้คุณยายเคยเดินทางมาติดต่อแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่สามารถพาเจ้าหน้าที่ไปยังบ้านได้ เนื่องจากคุณยายบอกเส้นทางไม่ถูก ประกอบกับไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนให้ติดต่อ วันนี้คุณยายจึงเดินทางมาที่ธนาคารอีกครั้ง เพื่อพาเจ้าหน้าที่ไปยังบ้านของสามี และดำเนินการตรวจสอบข้อมูลพร้อมยื่นทบทวนสิทธิให้อีกครั้ง
ขณะที่ นางบุศรินทร์ ปิฏฐปาตี ชาวบ้านตำบลทุ่งพง อำเภอหนองฉาง หนึ่งในผู้ที่ไม่ผ่านการคัดเลือก เปิดเผยว่า สาเหตุที่ไม่ผ่านเพราะระบบระบุว่ามีหนี้สินเกิน 100,000 บาท ซึ่งยอมรับว่ามีหนี้จริง แต่เป็นหนี้จากการประกอบอาชีพทำนา โดยไม่มีที่นาของตนเอง ต้องเช่าที่ของผู้อื่นทำกิน ก่อนหน้านี้เคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาตลอด แต่ครั้งนี้กลับไม่ผ่าน จึงอยากให้ภาครัฐตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริงอีกครั้ง