ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่สางปัญหาเรื้อรัง สะพานมอญ สังขละบุรี จัดให้สมดุลระหว่างส่งเสริมการท่องเที่ยว-อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กำหนดแผนจัดระเบียบแพท่องเที่ยว รีสอร์ต ร้านอาหาร บุกรุกอ่างเก็บน้ำ-อุทยานฯ
วานนี้ (20 ก.ค.69) นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะลงพื้นที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับนายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่รัฐและจัดระเบียบแพบริเวณโดยรอบสะพานอุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ) บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกที่ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เนื่องจาก ปัญหาบริเวณโดยรอบสะพานมอญ มีความซับซ้อน เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงานและมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่แตกต่างกัน
นายทรงศัก เปิดเผยว่า การลงพื้นที่แสวงหาข้อเท็จจริงบริเวณสะพานมอญ สามารถสรุปประเด็นปัญหาหลักได้ ดังนี้
1. การบุกรุกพื้นที่อ่างเก็บน้ำและอุทยานแห่งชาติ : พื้นที่บริเวณโดยรอบสะพานมอญในส่วนที่ต่ำกว่าระดับความสูง 160 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บางส่วนโดยเฉพาะที่ต่ำกว่า 155 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ได้ถูกประกาศทับให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม
2. การขยายตัวของสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมาย : ปัจจุบันพบการเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งสิ่งปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัยถาวรและเพื่อประกอบกิจการท่องเที่ยว (เช่น รีสอร์ต ร้านอาหาร) รวมกว่า 900 ครัวเรือน ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งด้านสิทธิการครอบครองและส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย
3. ปัญหาการจัดระเบียบแพและสิ่งแวดล้อม : มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการจัดระเบียบเรือและแพท่องเที่ยว รวมถึงความกังวลด้านการจัดการน้ำเสียและขยะมูลฝอยจากแพที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและแหล่งน้ำสาธารณะ
นายทรงศัก กล่าวอีกว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ว่า การแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณและอุทยานแห่งชาติ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างลุล่วง และเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทางผู้ตรวจการแผ่นดินเล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดระเบียบพื้นที่ ทั้งในแง่ของการบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุก การกำหนดแนวเขตพื้นที่ให้ชัดเจนเพื่อลดข้อพิพาท รวมถึงการวางมาตรการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการนำข้อมูลและข้อเท็จจริงทั้งหมดมาหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแผนและกรอบระยะเวลาในการดำเนินงานที่ชัดเจน เกิดประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว