มือปืนกระหน่ำยิงใส่บ้าน 5 นัดซ้อน

View icon 15
วันที่ 23 ก.ค. 2569 | 11.15 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อจู่ ๆ มีชาย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์จอดท้ายซอย ก่อนกระหน่ำยิงปืนใส่บ้าน 5 นัด ผ่านมาหลายวัน ยังจับกุมผู้ก่อเหตุไม่ได้

เป็นนาทีที่ชายปริศนา 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ ซ้อนท้ายกันมาจอดในซอยด่านสำโรง 40 แยก 2 อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จากนั้นชักปืนกระหนำ่ยิงใส่บ้านหลังหนึ่ง 5 นัดซ้อน กลางดึกของวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 สร้างความตื่นตกใจให้แก่เจ้าของบ้าน และชาวบ้านใกล้เคียง

เจ้าของบ้าน ในฐานะผู้เสียหาย ชี้ให้ผู้สื่อข่าวดูร่องรอยของกระสุน  ทะลุเข้าไปในบ้าน 5 รู ทำให้ข้าวของได้รับความเสียหาย เบื้องต้นเจ้าของบ้านได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.สำโรงเหนือ เเละมีตำรวจลงพื้นที่มาเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุแล้ว พบปลอกกระสุนปืน 5 ปลอก นอกจากนี้ ยังพบว่า บริเวณกระจกโค้งสามแยก และกระถางต้นไม้ใกล้เคียง มีรอยกระสุนปืน ด้วย

เจ้าของบ้าน กล่าวยืนยันว่า ไม่เคยมีเรื่องกับใคร จึงไม่ทราบว่าใครเป็นคนมายิง ซึ่งจุดที่ถูกยิงทั้ง 5 นัด เป็นห้องนอน เคราะห์ดี ไม่มีใครอยู่ และจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะถือว่า เป็นอันตรายแก่ชีวิต หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เบื้องต้น ทางผู้กำกับ สภ.สำโรงเหนือ กำลังให้ชุดสืบสวน ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ตามเส้นทางหลบหนี  และคาดว่า น่าจะเป็นการยิงผิดบ้านมากกว่า และคาดว่าปมเหตุมาจากเรื่องทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ ตำรวจยืนยันจะติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว พร้อมทั้งจัดสายตรวจเพิ่มวงรอบในการตรวจตราในพื้นที่ เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านในชุมชนดังกล่าว

อีกเหตุการณ์ที่ยังจับกุมตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ คือ มีบุคคลปริศนายิงลูกแก้วในบ้านในชุมชนซอยเปรมฤทัย 1 ตำบลบางเมืองใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ แม้ 2 วันที่ผ่านมา จะไม่เกิดเหตุซ้ำ แต่ผู้สูงอายุที่ต้องออกมานั่งพักผ่อนหรือทำกิจกรรมบริเวณหน้าบ้าน ต่างสวมหมวกกันน็อกเพื่อป้องกันอันตราย เนื่องจากเกรงว่าคนร้าย อาจกลับมาก่อเหตุได้ทุกเมื่อ

ด้าน พันตำรวจเอก จักรกฤช ศรีโรจนากูร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ เปิดเผยว่า ขณะนี้ฝ่ายสืบสวนยังคงลงพื้นที่หาข่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงเวลากลางวันและกลางคืน พร้อมสืบสวนทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยยอมรับว่าการติดตามตัวผู้ก่อเหตุทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากยังไม่สามารถระบุแรงจูงใจที่ชัดเจนได้ อีกทั้งผู้เสียหายมีจำนวนหลายคน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นการก่อเหตุกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเพิ่มวงรอบการตรวจตราในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่เคยเกิดเหตุบ่อยครั้ง ควบคู่กับการให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่หาข่าว รวบรวมพยานหลักฐาน และติดตามเบาะแสอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งคลี่คลายคดีและนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุดทั้งนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง