ไฟใต้โหม รอมฎอน หนุนนายกฯ หนักแน่น-เดินหน้ากระบวนการสันติภาพ

ไฟใต้โหม รอมฎอน หนุนนายกฯ หนักแน่น-เดินหน้ากระบวนการสันติภาพ

View icon 36
วันที่ 24 ก.ค. 2569 | 08.48 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ไฟใต้โหมนราธิวาส รอมฎอน มองเจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายตั้งรับ สงครามยืดเยื้อทำให้เกิดภาวะล้า ส่วนผู้ก่อเหตุรุนแรง เป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ หนุนนายกฯ หนักแน่น-เดินหน้า กระบวนการสันติภาพต่อไป

ความคืบหน้าหลังไฟใต้ปะทุ คนร้ายกราดยิง ขว้างไปป์บอมบ์ ทหารพลีชีพ 5 นาย ทางด้านนายรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัว ให้ความเห็นว่า ความรุนแรงที่นราธิวาสกับสัญญาณต่อต้านแนวทางการเมืองและกระบวนการสันติภาพ วันสองวันนี้ เกิดเหตุรุนแรงในนราธิวาสอีกระลอก ต้องขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ทั้งกำลังพลและพลเรือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรง ขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของผู้ที่สูญเสียทุกคนทุกนาย โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์

“ผมยังคงต้องยืนยันอีกครั้งว่า การใช้กำลัง ไม่ว่าจะกระทำโดยใครหรือฝ่ายใด นอกจากจะต้องได้รับการประณามแล้ว วิธีการเช่นนี้ไม่ใช่หนทางในการคลี่คลายความขัดแย้งที่เรามีมาเนิ่นนานข้ามชั่วรุ่น อีกทั้งยังต้องยืนยันด้วยว่าความรุนแรงไม่สามารถทำให้แต่ละฝ่ายบรรลุเป้าหมายของตนเองได้” นายรอมฎอน ระบุ

สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวน ตนขอสนับสนุนการทำงานของพวกท่านในการรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนและติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ดี การทำงานตามอำนาจหน้าที่เช่นนี้ในสถานการณ์ความขัดแย้งนั้นไม่ง่าย เพราะแม้จะสรุปสำนวนคดีส่งอัยการได้ แต่ในเมื่อความขัดแย้งในภาพใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพร่องลงไปในระยะหลัง ก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นความท้าทายอย่างมากจากข้อมูลเท่าที่มีในขณะนี้ ตนพอจะมีข้อสังเกต ดังนี้

เรื่องแรก เหตุการณ์คาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง (21 ก.ค.69) และเหตุการณ์กราดยิงด่านตรวจกลางตันหยงมัส (22 ก.ค.69) อาจสัมพันธ์กันหรือไม่ก็ได้ แต่ทั้ง 2 กรณี ชี้ให้เห็นขีดความสามารถในระดับยุทธวิธีของผู้ก่อเหตุ ในด้านกลับกันก็สะท้อนข้อจำกัดในเชิงยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นฝ่ายตั้งรับ ความจริงที่ยากจะยอมรับก็คือขีดความสามารถและความพร้อมของกำลังพลนั้นยังคงมีอยู่อย่างจำกัด การรับมือกับ “สงครามยืดเยื้อ” เช่นนี้ทำให้เกิดภาวะล้า ความจริงข้อนี้ผู้ที่อยู่ระดับผู้บังคับบัญชาน่าจะรู้ดี แต่คงยากที่จะยอมรับต่อสาธารณะ

ลองพิจารณาดูว่า “สถานีตำรวจ” และ “ด่านตรวจ” เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างไร แต่กลับกลายเป็นเป้าโจมตีได้อีกในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่นับว่ากรณีของสถานีตำรวจตันหยงที่อยู่ใกล้เขตพระราชฐานนั้น จะส่งผลสะเทือนในทางสัญลักษณ์อย่างไร หากไม่มีการปรับเปลี่ยนจุดเน้นในระดับยุทธศาสตร์ของแนวทางการแก้ไขปัญหา ปัญหาในทางยุทธวิธีเช่นนี้ก็อาจจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป

ในภาพใหญ่ เรากำลังเข้าสู่ปี 2570 ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติเคยปักหมุดเอาไว้ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนผ่านและถ่ายโอนภารกิจจากหน่วยงานพิเศษสู่หน่วยงานปกติ เหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะนี้ก่อคำถามว่าเรามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด เป้าหมายที่เคยวางไว้ในช่วงรัฐบาลประยุทธ์จะบรรลุผลหรือไม่ ทิศทางใหญ่เช่นนี้จึงเป็นภารกิจของรัฐบาล นายกฯ อนุทิน และรัฐบาลสีน้ำเงินจะเอาอย่างไรต่อ

เรื่องที่ 2 ทำไมเหตุการณ์ในนราธิวาสถึงแรงขึ้น ตนเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว ในภาพรวมความรุนแรงเริ่มส่งสัญญาณเพิ่มสูงขึ้นมาในช่วง 2 ปีหลังมานี้ แต่สำหรับนราธิวาส การเผชิญหน้าโดยการใช้กำลังนั้นแตกต่างไปจากอีก 2-3 จังหวัดที่เหลือ เป็นไปได้อย่างมาก ว่าเป็นผลมาจากการสับเปลี่ยนกำลังของฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะผู้นำหน่วยทหารในพื้นที่ แต่ก็ต้องประเมินการควบคุมกองกำลังของบีอาร์เอ็นในเขตนี้ และการเลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมือง และอาชญากรรมอื่น ๆ ในท้องถิ่นด้วยเช่นกัน

ไม่นับว่าเหตุการณ์ลอบยิง สส. ก็เกิดขึ้นในจังหวัดนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แม้จะเป็น “เหตุการณ์หนึ่ง” แต่ส่งผลสะเทือนในทางการเมืองและต่อความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ เพราะมีข้อมูลว่าสัมพันธ์กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” จำนวนหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่านราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) หนาแน่นที่สุด กล่าวคือมี 10 ใน 13 อำเภอที่มีการประกาศใช้ คิดเป็น 77% ของพื้นที่ ในขณะที่ปัตตานีและยะลา มีเพียง 42% และ 38% ตามลำดับ

เรื่องที่ 3 ความรุนแรงระลอกย่อย ๆ นี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีข่าวความคืบหน้าการพูดคุยสันติภาพ (สันติสุข) ที่รื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังรัฐบาลตั้งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเป็น “หัวหน้าการพูดคยฯ” และส่งคณะทำงานเชิงเทคนิคไปพบปะหารือกับผู้แทนบีอาร์เอ็น จนมีความคืบหน้าอย่างมาก 1 ในเรื่องที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้อง “ทำงานร่วมกัน” ก็คือ “การยุติความรุนแรงชั่วคราว” ภายในพื้นที่และกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการแสวงหาข้อสรุปในเรื่องยาก ๆ ร่วมกันต่อจากนั้น

นายรอมฎอน ระบุด้วยว่า จากประสบการณ์ในการติดตามพัฒนาการเหล่านี้มาหลายปี ในช่วงเวลาที่เริ่มมีความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ เหตุการณ์ความรุนแรงจะปะทุขึ้นอย่างน่ากังวล ผลกระทบสำคัญคือทำให้แรงสนับสนุนต่อการแสวงหาทางออกด้วยสันติวิธีนี้จะถูกตั้งคำถามและต่อต้าน กระทั่งหยุดชะงักลงไป ในขณะที่เสียงเรียกร้องมาตรการที่แข็งกร้าวจะดังมากขึ้น เท่าที่มีข้อมูลอยู่ในเวลานี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ

พวกเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มไหนหรือฝ่ายไหน ต้องการบ่อนทำลายการแสวงหาทางออกด้วยแนวทางการเมืองและสันติวิธี เพราะพวกเขาเชื่อว่าความรุนแรงเหล่านี้จะยิ่งทำให้คนแยกขั้วแบ่งข้างและเรียกร้องการใช้กำลังตอบโต้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนในอดีตที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ปี

ความรุนแรงตลอด 23 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ผ่านความสูญเสียเกือบ 8 พันคน พลเรือนและประชาชนคนธรรมดาเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด (ข้อมูลล่าสุดจาก DSW) วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ รังแต่จะทำให้ความรุนแรงเหล่านี้วนลูปต่อไป ในสถานการณ์เช่นนี้ เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลและผู้บังคับบัญชาในระดับชั้นต่าง ๆ จะสำคัญอย่างมาก เพราะจะเป็นการกำหนดทิศทางของการแก้ไขปัญหา โดยที่ไม่ให้ “ความรุนแรง” เหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจ ตนอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงโดยมุ่งเน้นไปที่งานยุทธศาสตร์อย่างการพูดคุยสันติภาพด้วยความหนักแน่น

“ผมเชื่อว่ารัฐบาลยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์สำคัญ แต่ต้องทำให้ประชาชนและกำลังพลในระดับปฏิบัติมั่นใจได้ว่าแนวทางเหล่านี้จะนำไปสู่การยุติความรุนแรงและแสวงหาข้อตกลงที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ ในฐานะ สส.พรรคฝ่ายค้าน การติดตามสถานการณ์และสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นงานพื้นฐาน มากกว่านั้นคือให้ข้อเสนอแนะรัฐบาลต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ควรจะเป็น ขอสนับสนุนหน่วยงานในการแสวงหาผู้ที่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็ขอสนับสนุนนายกฯ และหน่วยงานให้หนักแน่นและเดินหน้ากระบวนการสันติภาพต่อไป” นายรอมฎอน สรุปทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง