ถูกหลอกไปทำงาน ตปท. เสียเงินหลักแสน แถมต้องติดคุกในต่างแดน

ถูกหลอกไปทำงาน ตปท. เสียเงินหลักแสน แถมต้องติดคุกในต่างแดน

View icon 97
วันที่ 27 ก.ค. 2569 | 09.46 น.
ข่าวภูมิภาค
แชร์
สาวโพสต์คลิปแชร์ประสบการณ์ทั้งน้ำตา ถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ เสียเงินหลักแสนยังไม่พอ ต้องติดคุกในต่างแดนด้วย สุขภาพจิตพัง จนเกือบคิดสั้น

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่ง โพสต์คลิปวิดีโอบอกเล่าเหตุการณ์ถูกหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ โดยตนและแฟนได้ทำเรื่องผ่านบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ค่าใช้จ่ายตกคนละ 290,000 บาท (ยังไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินและค่าจัดซื้อของอื่นๆ) ในช่วงแรกกระบวนการผ่านไปด้วยดี ทั้งการยื่นเอกสารและการตรวจสุขภาพ มีกำหนดการชัดเจนไม่มีการเลื่อน

หลังจากนั้นบริษัทเริ่มเลื่อนการไปยื่นวีซ่ารอบที่ 1 และ 2 โดยอ้างว่ามีปัญหาเรื่องเอกสาร จนกระทั่งรอบที่ 3 ได้ไปยื่นจริง หลังยื่นต้องรอผล 1 เดือนกับ 2 วัน จึงมีอีเมลจากสถานทูตแจ้งว่าวีซ่าทำงานผ่านแล้ว โดยในสัญญาจ้างระบุว่าจะได้เดินทางภายใน 6 เดือน แต่เมื่อวีซ่าผ่านและเลยกำหนด 6 เดือนไปแล้ว ก็ยังไม่ได้บิน แม้บริษัทจะแจ้งว่าหลังวีซ่าออกจะได้บินภายใน 30 วัน แต่ก็ถูกเลื่อนมาโดยตลอด และบริษัทกำหนดวันบินใหม่เป็นวันที่ 3 มิถุนายน โดยกลุ่มแรกที่จะเดินทางมี 3 คน คือ ผู้เสียหาย แฟน และรุ่นพี่อีก 1 คน (จากเดิมมี 5 คน แต่อีก 2 คนขอยกเลิกไปก่อนยื่นวีซ่าเพราะไม่ไว้ใจเนื่องจากบริษัทเลื่อนบ่อย)

ก่อนกำหนดบินเพียง 1–2 ชั่วโมง บริษัทได้แจ้งว่า เอเจนซี่ฝั่งโน้นแจ้งมาว่าไม่อนุญาตให้บิน เนื่องจากนายจ้างฝั่งโน้นยกเลิกสัญญาจ้าง แต่ทางบริษัทไทยกลับบอกว่ายังไม่ได้รับอีเมลยืนยัน จึงเชื่อว่าเอเจนซี่เป็นฝ่ายโกหก พร้อมกับแนะนำให้ทั้ง 3 คนเดินทางไปก่อน แล้วค่อยไปต่อสู้ร้องเรียนเรื่องสัญญาจ้างที่กรมแรงงาน หรือบริษัทฝั่งนู้นเอาเองเมื่อเข้าประเทศได้แล้ว

ทั้ง 3 คนตัดสินใจเดินทางตามคำแนะนำ โดยบินจากกรุงเทพฯ ไปต่อเครื่องที่ประเทศจีน แล้วจึงบินต่อไปยังประเทศปลายทาง ช่วงต่อเครื่องที่จีน ตม. จีน ใช้เวลาตรวจสอบวีซ่าประมาณ 15–30 นาที ก่อนปล่อยผ่านเพราะเห็นว่าเป็นเพียงการพักเปลี่ยนเครื่อง เมื่อไปถึงประเทศปลายทาง ยื่นพาสปอร์ตและสัญญาจ้างให้เจ้าหน้าที่ ตม. ตรวจสอบ แต่ ตม. นำไปเช็คแล้วไม่พบข้อมูลในระบบ จึงขอดูอีเมลยืนยันจากบริษัทจ้างงาน พอติดต่อนกลับมาที่บริษัทไทย ทางไทยก็ไม่มีอีเมลยืนยันส่งให้

ทั้ง 3 คนต้องนั่งรอ ตม. ตรวจสอบตั้งแต่ประมาณ 07.00 น. ถึง 16.00–17.00 น. เกือบ 1 วันเต็ม จนกระทั่ง ตม. แจ้งว่า เอกสารสัญญาจ้างเป็นเอกสารปลอม เข้าข่ายสแกมเมอร์ เมื่อ ตม. โทรติดต่อนายจ้างตามสัญญา ปลายทางตอบว่าไม่ได้เปิดรับคนต่างชาติ คาดว่าเป็นการแอบอ้างสวมรอย ตม. แจ้งว่าจะส่งตัวทั้ง 3 คนกลับประเทศไทยโดยจะไม่ติดติดแบล็กลิสต์ แต่ปรากฏว่ากลับนำตัวทั้งหมดไปฝากขัง

เนื่องจากสื่อสารภาษาไม่ค่อยได้ มีเพียงแฟนที่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่กลับถูกจับแยกตึกชาย-หญิง ทำให้ผู้เสียหายต้องเข้าไปอยู่ในห้องขังคนเดียว ถูกยึดโทรศัพท์มือถือทั้งหมด เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะต้องอยู่ในห้องขัง 2 คืนก่อนส่งกลับ ทำให้ผู้เสียหายร้องไห้หนักและสติแตก

ห้องขังเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีห้องน้ำในตัว มีช่องกระจกมองเห็นข้างนอกเล็กน้อย ในห้องขังมีผู้หญิงต่างชาติอีก 2 คนอยู่ก่อน ซึ่งพอถามว่าอยู่มากี่วันแล้ว ปรากฏว่าอยู่มา 4 คืนแล้ว ระหว่างนั้นมีจิตแพทย์เข้ามาพูดคุยในห้องขัง ผู้เสียหายร้องไห้ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงย้ายไปอยู่อีกตึกหนึ่งที่ผ่อนคลายกว่า แต่เมื่อไปถึงตึกที่สอง ได้ถามผู้กักขังคนอื่น ซึ่งตอบว่าอยู่มาแล้ว 1 ปี 1 เดือน บางคนอยู่ 1–2 เดือน ทำให้ผู้เสียหายวิตกกังวลอย่างหนักจนไม่ยอมทานอาหาร และคิดว่าหากต้องอยู่ที่นั่นเกิน 1 อาทิตย์โดยไม่ได้เจอแฟน จะคิดสั้น

เช้าวันที่ 2 เจ้าหน้าที่มาเรียกให้เตรียมตัวเดินทางกลับ เมื่อได้เจอแฟน ทั้งสองคนต่างร้องไห้โฮ โดยสถานะช่วงนั้นถูกปฏิบัติเหมือนเป็นนักโทษหรือขโมย ไม่ใช่ผู้เดินทาง

ระหว่างส่งตัวกลับโดยเที่ยวบินเดิมที่ต้องไปแวะต่อเครื่องที่ประเทศจีน พนักงานบนเครื่องแจ้งว่าทั้ง 3 คนต้องชำระค่าตั๋วเครื่องบินขากลับเอง ซึ่งต้องชำระผ่านแอปพลิเคชันชำระเงินของจีน แต่ไม่มีใครมีแอปดังกล่าว จึงติดต่อไปยังบริษัทที่ไทยให้ช่วยจัดการจ่ายให้ แต่เมื่อไปถึงจีน บริษัทกลับยังไม่ได้ดำเนินการให้ จนต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ชายของผู้ร่วมเดินทางที่พูดภาษาจีนได้ ให้ช่วยประสาน ตม. และเจ้าหน้าที่จีนเพื่อขอไปจ่ายเมื่อถึงประเทศไทย จนกระทั่งเดินทางถึงไทย บริษัทจึงยอมจ่ายค่าตั๋วขากลับให้ ตกคนละหมื่นกว่าบาท

ผู้เสียหายระบุว่า นอกเหนือจากกลุ่มตน 3 คนแล้ว ยังมีอีกกลุ่มประมาณ 7 คนที่บินไปก่อนหน้า แม้จะผ่าน ตม. เข้าไปได้เพราะเข้าอีกอาคารหนึ่ง แต่ก็ไม่มีงานทำเนื่องจากสัญญาจ้างเป็นของปลอมทั้งหมด ต้องนั่งรอแลกวีซ่าใหม่

เมื่อกลับถึงไทย ได้นำเอกสารยืนยันการถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่ ตม. ไปยื่นขอเงินคืนจากบริษัท บริษัทอ้างว่าโดนเอเจนซี่หลอกมาอีกที และสัญญาว่าจะคืนเงินให้ภายในวันที่ 17 ก.ค.69 ที่ผ่านมา เมื่อเลยกำหนดก็อ้างว่าอยู่ระหว่างนำบ้านและที่ดินไปจำนองธนาคารเพื่อนำเงินมาจ่าย แต่ล่าสุดเมื่อทักข้อความไปถามกลับอ่านแล้วไม่ตอบ ผู้เสียหายจึงทนไม่ไหวเนื่องจากเป็นเงินที่กู้ยืมมา ต้องฝันร้ายและเสียสุขภาพจิตอย่างหนัก จึงตัดสินใจโพสต์เรื่องราวและเตรียมนำหลักฐานเข้าดำเนินคดี

​ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีผู้เสียหายในเครือข่ายเดียวกันมากกว่า 30 ราย ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่อยู่ระหว่างทำเรื่องและกลุ่มที่ถูกยกเลิกก่อนบิน โดยผู้เสียหายเตรียมนำหลักฐานทั้งหมดเข้าร้องเรียนต่อกรมแรงงานจังหวัดเชียงรายและดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง