นพ.สรณ ยืนยันปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการ

นพ.สรณ ยืนยันปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการ

View icon 34
วันที่ 27 ก.ค. 2569 | 11.44 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
4 กรรมการ กสทช. ลาประชุม ย้ำไม่ใช่วอล์กเอาต์ ทำองค์ประชุมไม่ครบ หลังถกเดือดปมสถานะประธาน ด้าน “นพ.สรณ” ยืนยันยังปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการ พร้อมย้ำว่า “ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการพร้อมชี้นายกฯ มีอำนาจพิจารณาหาทางออก

วันนี้ (27 ก.ค.69) ก่อนการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 22/2569 เจ้าหน้าที่และพนักงานสำนักงาน กสทช. ได้นำดอกไม้มอบให้กำลังใจ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยเจ้าตัวกล่าวกับสื่อมวลชนสั้น ๆ ว่า “ยังมีกำลังใจที่ดี” ก่อนเข้าห้องประชุม

การประชุมเริ่มขึ้นตามกำหนดเวลา 09.30 น. มีกรรมการเข้าร่วมประชุม 6 คน ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิรัยพงศ์ กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม แจ้งลาประชุมตั้งแต่ต้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าสู่วาระประชุม ได้มีการหารืออย่างเคร่งเครียดเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. ภายหลังคณะกรรมการสรรหามีมติเรื่องคุณสมบัติ ใช้เวลาหารือไม่ถึง 10 นาที ก่อนที่กรรมการ กสทช. อีก 3 คน จะใช้ใบลาประชุมที่ได้ยื่นไว้ ทำให้เหลือกรรมการอยู่ในห้องประชุมไม่ครบองค์ประชุม ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการประชุมต่อได้

ภายหลัง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ชี้แจงว่า กรรมการทั้ง 4 คน ไม่ได้ “วอล์กเอาต์” แต่ได้ยื่นใบลาประชุมไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มประชุม โดยมีเจตนาจะเข้าร่วมประชุมและพิจารณาวาระต่าง ๆ ตามปกติ เพียงแต่ต้องการหารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. ให้เกิดความชัดเจนก่อน แต่เมื่อไม่ได้รับโอกาสให้หารือ จึงตัดสินใจใช้ใบลาประชุมที่ได้ยื่นไว้

หากร่วมประชุมทั้งที่ยังมีข้อกังวลเรื่องสถานะของประธาน กสทช. อาจทำให้มติที่ออกมามีความเสี่ยงทางกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อกรรมการทุกคน รวมถึงผู้รับใบอนุญาต ผู้บริโภค และประชาชน พร้อมย้ำว่า ช่วงเช้าวันเดียวกัน สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) ได้มายื่นหนังสือขอความชัดเจนในประเด็นเดียวกัน เนื่องจากกังวลว่าหากมีมติออกไปแล้วเกิดปัญหาทางกฎหมาย จะกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า เรื่องดังกล่าวสามารถหาทางออกได้ โดยเสนอให้ร่วมกันหารือภายในองค์กร และให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เข้ามาช่วยพิจารณาหาทางออก เพื่อให้ กสทช. สามารถเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เนื่องจากการพิจารณาของ กสทช. ส่งผลกระทบต่อประชาชนและหลายภาคส่วนในวงกว้าง พร้อมยืนยันอีกครั้งว่า การใช้ใบลาประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การคัดค้านการประชุมหรือการวอล์กเอาต์ แต่เป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับมติของ กสทช. ในอนาคต

ด้าน ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมตามกำหนดปกติ และได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ครบถ้วน พร้อมยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการสรรหาที่เห็นว่าตนสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยได้โต้แย้งเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหามาโดยตลอด และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน ตามที่คณะกรรมการสรรหาแจ้งไว้ จึงเห็นว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่มีข้อยุติ

นพ.สรณ ยังยืนยันว่า การพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. ต้องเป็นไปตามมาตรา 20 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งกำหนดให้ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื่องจาก กสทช. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการ ตนยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป พร้อมย้ำว่า “ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ”

ประธาน กสทช. กล่าวว่า การที่กรรมการ 4 คนใช้ใบลาประชุม ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ จึงต้องเลื่อนและปิดการประชุมตามข้อบังคับ แม้ว่าจะมีวาระสำคัญจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องที่มีกำหนดเวลาประมาณ 20 วาระ รวมถึงเรื่องดาวเทียมและวาระสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชน หากไม่สามารถประชุมได้อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร

นพ.สรณ ยังยืนยันว่าจะเดินหน้าเรียกประชุมตามกำหนดเดิมในวันที่ 5 และ 6 สิงหาคม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง พร้อมเห็นว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มีอำนาจตามกฎหมายในการพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานของ กสทช. สามารถเดินหน้าต่อไปได้

นอกจากนี้ ประธาน กสทช. ยังยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่และพนักงานรู้สึกกังวลใจ เพราะเป็นเรื่องสำคัญขององค์กร พร้อมเห็นว่าเป็นประเด็นที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรอิสระและกระบวนการตามกฎหมายในอนาคต