นายกฯ สั่งปั้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนกองทัพใช้อาวุธ Made in Thailand

นายกฯ สั่งปั้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนกองทัพใช้อาวุธ Made in Thailand

View icon 51
วันที่ 30 ก.ค. 2569 | 11.42 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
นายกฯ สั่งปั้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนกองทัพใช้อาวุธ Made in Thailand ลดนำเข้า สร้างนวัตกรรม ขยายโอกาสสู่ตลาดโลก

วันนี้ (30 ก.ค.69) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย โดยมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวจากการเป็นผู้จัดหาไปสู่การเป็นผู้พัฒนาและผู้ผลิตเทคโนโลยีด้านความมั่นคงของตนเอง พร้อมสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ Made in Thailand เพื่อให้เม็ดเงินด้านความมั่นคงหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจไทย สร้างงาน พัฒนาบุคลากร และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

โดยนายอนุทิน ได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้รับรายงานผลการจัดงาน THAIDEF-EX 2026 ระหว่างวันที่ 8–10 ก.ค.69 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมจัดแสดง 112 บูธ มีผู้เข้าชมงานกว่า 4,000 คน และเกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 53 คู่ค้า คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท สะท้อนว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยกำลังก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งด้านเทคโนโลยี การลงทุน และการส่งออก

นายอนุทิน จึงมอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งต่อยอดผลสำเร็จจากการจัดงานไปสู่การใช้งานจริง โดยเฉพาะการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ยุทโธปกรณ์ และนวัตกรรมที่ผลิตโดยคนไทย พร้อมผลักดันให้กองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตและก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระดับสากล

ส่วนของการดำเนินการ กระทรวงกลาโหมได้ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดย พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ Made in Thailand ควบคู่กับการดำเนินนโยบายชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ Offset Policy และการกำหนดสัดส่วนต้นทุนที่เกิดขึ้นภายในประเทศ Local Content เพื่อเพิ่มการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับอุตสาหกรรมไทย และสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมและนวัตกรรมที่มีศักยภาพรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ ยังต่อยอดสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยในการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 13–14 ก.ค.ที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้หารือการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทั้งการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการพัฒนาขีดความสามารถร่วมกัน อีกทั้งยังเตรียมต่อยอดความร่วมมือจากโครงการผลิตรถยานเกราะล้อยาง First Win รวมถึงแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานกับบริษัท AIROD ของมาเลเซีย เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงเทคโนโลยี และขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ

สำหรับความร่วมมือในระยะต่อไป ไทยและมาเลเซียยังเห็นพ้องที่จะผลักดันการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ในช่วงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป General Border Committee: GBC ไทย–มาเลเซีย ปลายปีนี้ เพื่อวางรากฐานความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศร่วมกันในระยะยาว

นส.รัชดา กล่าวด้วยว่า ได้มีการลงนาม MOU อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับกระทรวงกลาโหมและกระทรวงอุตสาหกรรม มีเป้าหมายให้การวิจัยและการพัฒนาผลงานเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ทั้งในเชิงทหารและการใช้งานสองทาง (Dual-use) นำไปสู่การผลิตและใช้จริงเพื่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งในเชิงสาธารณประโยชน์และเชิงพาณิชย์ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเอกชน ลดการนำเข้า และส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้มองอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพียงมิติความมั่นคง แต่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถสร้างนวัตกรรม สร้างบุคลากรคุณภาพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการไทย การสนับสนุนให้กองทัพใช้ผลิตภัณฑ์ Made in Thailand ควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ เพิ่มการพึ่งพาตนเอง และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมส่งออกที่มีมูลค่าสูงในอนาคต ซึ่งเป็นทั้งการเสริมสร้างความมั่นคงและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง