”วิเชียร“ อดีตนายกสภาทนายความ เทียบฎีกาคดีฆ่าโหด 2 พี่น้องรัสเซีย ชี้ รับสารภาพ ไม่ใช่เหตุบรรเทาโทษเสมอไป เผย ข้อกฎหมายมาตรการความปลอดภัย ทำความผิดซ้ำฆ่าผู้อื่น ศาลถือเป็นการกระทำผิดติดนิสัย
วันนี้ (2 ส.ค.69) นายวิเชียร ชุบไธสง อดีตนายกสภาทนายความ กล่าวถึงเหตุฆาตกรรมสุดโหดสองพี่น้องชาวรัสเซีย ที่จังหวัดชลบุรี ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาและแจ้งข้อหาหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ซึ่งมีโทษประหารชีวิต และข้อหาอื่นอีกหลายข้อหา เป็นคดีสะเทือนขวัญที่สังคมให้ความสนใจเป็นอันมาก โดยสังคมส่วนหนึ่งต้องการให้ศาลพิพากษาลงโทษประหารชีวิตและขอให้มีการประหารชีวิตอย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยแม้นักโทษที่ศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ประหารชีวิต แต่การประหารชีวิตนักโทษคนสุดท้ายของประเทศไทยได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.61
อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับกรณีฆาตกรรมโหดในครั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่สำหรับในทางกฎหมายนั้นจำเลยอาจให้การปฏิเสธในชั้นศาลก็ได้
หากจำเลยให้การชั้นศาลว่าได้กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้รับผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตัวเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ผู้กระทำผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตัวเองได้บ้างผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 65 ศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาตามพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นประวัติการรักษาทั้งหมด ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตเวช ผลการตรวจทางนิติจิตเวช รวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ
นายวิเชียร กล่าวอีกว่า ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตั้งแต่ในชั้นสอบสวนหรือในชั้นศาล ตามหลักประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ถือว่ามีเหตุบรรเทาโทษอย่างหนึ่ง ศาลจะลดโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด แต่ต้องอยู่ในดุลพินิจของศาล มิได้หมายความว่าศาลจะลดโทษเสมอไป ทั้งนี้ เป็นไปตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 2577/2563 คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จะต้องเป็นกรณีที่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงจะพิจารณาลดโทษที่ลงแก่จำเลยได้ คดีนี้โจทก์มีทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานพฤติเหตุแวดล้อมแน่นหนามั่นคง โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ศาลก็ได้อาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำเลยได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลย
อีกทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน หาใช่เพราะสำนึกในความผิดไม่ คำรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาในกรณีเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษอันจะพึงลดโทษให้แก่จำเลยได้
ถ้าศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิต แต่มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 52 ในการลดโทษประหารชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษหรือลดโทษที่จะลงให้ลดดังต่อไปนี้
1. ถ้าจะลดหนึ่งในสาม ให้เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต
2. ถ้าจะลดกึ่งหนึ่ง ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี
ส่วนมาตรการเพื่อความปลอดภัยในกรณีเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องนั้น หากบุคคลนั้นถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหกเดือนมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสองครั้ง และภายในระยะเวลาสิบปีนับแต่วันพ้นโทษได้ไปกระทำความผิดซ้ำในการฆ่าผู้อื่น ศาลจะถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดติดนิสัย และจะพิพากษาให้กักกันมีกำหนดไม่น้อยกว่าสามปีแต่ไม่เกินสิบปีก็ได้ นับแต่วันพ้นโทษ ซึ่งเป็นไปตามหลักประมวลกฎหมายอาญามาตรา 39 มาตรา 40 ประกอบกับมาตรา 41