สนามข่าว 7 สี - หลังจากพบการปล่อยข้อมูลส่วนบุคคลสู่สาธารณะ ล่าสุด กระทรวงคมนาคม ตรวจพบ IP ต้องสงสัยจาก 3 แหล่งที่ผิดปกติ สั่งระงับยูสเซอร์ชั่วคราวและรีเซตพาสเวิร์ดใหม่แล้ว ด้านนายกฯ เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวน
"อนุทิน" รับบัตรประชาชนเสื้อสีส้ม ถ่ายนานแล้ว
ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ข้อมูลทางราชการรั่วไหล ปรากฏภาพนายกฯ สวมเสื้อสีส้ม ขณะถ่ายภาพทำบัตรประจำตัวประชาชน
โดยระบุเพียงสั้น ๆ ว่า เป็นภาพถ่ายนานแล้ว หลังเกิดเหตุสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่า ข้อมูลหลุดออกมาได้อย่างไร และมีระบบป้องกันหรือไม่
"อนุทิน" สั่งตั้ง คกก.สอบสวน ปมข้อมูลหลุด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บอกว่า หลังจากนี้คงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน กรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล
ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเต็มที่ เพราะการปล่อยให้ข้อมูลรั่วไหลออกมา เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้มองว่าคนปล่อยข้อมูล พุ่งเป้ามาที่คณะรัฐมนตรีหรือไม่
ส่วนกรณีปรากฏภาพนายกฯ สวมเสื้อสีส้ม ขณะถ่ายภาพทำบัตรประจำตัวประชาชน นายกฯ บอกเพียงว่า เป็นภาพถ่ายนานแล้ว
"ไชยชนก" สั่งปิดระบบแล้ว
ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงว่า เบื้องต้นไม่ใช่การแฮ็กข้อมูล พบว่าเป็น IP เดียว มาจากสถานที่เดียว และใช้แอ็กเคานต์ล็อกอิน 2 ครั้ง ขอให้รอทีมงานตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วนก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน
ขณะนี้ได้ปิดระบบไปแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะมีข้อมูลหลุดเพิ่มเติมจากช่องทางนี้ ส่วนภาพของตนเองที่เผยแพร่ออกมา เป็นภาพเก่าจากบัตรประชาชนใบเดิม เชื่อว่าจากพฤติกรรมที่พบ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกี่ยวข้องกับทางการเมือง
พบ IP ต้องสงสัย 3 หน่วยงาน ล้วงข้อมูลผิดปกติ
ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่า ตรวจพบ IP ต้องสงสัยจาก 3 แหล่ง ที่เข้าใช้ข้อมูลอย่างผิดปกติ คือ เทศกิจเขตบางกอกน้อย, การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และกองกำลังสิงหนาท
ซึ่งได้ระงับยูสเซอร์ของทั้ง 3 หน่วยงานชั่วคราวแล้ว และได้ให้รีเซตขอพาสเวิร์ดใหม่ เพื่อล้างข้อมูลที่รั่วไหลออกไปก่อน
นายสิริพงศ์ ขอให้ประชาชนมั่นใจ และไม่ต้องกังวล แม้ข้อมูลที่ถูกนำมาเผยแพร่ เป็นข้อมูลส่วนบุคคล แต่เป็นข้อมูลพื้นฐาน ไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมใด ๆ ได้ ถ้าไม่ได้ยืนยันตัวตน ย้ำว่า กระทรวงคมนาคม จะไม่มีการติดต่อ และไม่มีการส่งลิงก์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าทางใดก็ตาม
ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หารือกับคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) หน่วยงานสืบสวนสอบสวน และเจ้าของฐานข้อมูล ก็พบว่าไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบ แต่เกิดจากการนำชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านที่รั่วไหลอยู่ก่อนแล้ว มาเข้าสู่ระบบตามสิทธิการใช้งานปกติ ก่อนสืบค้นข้อมูลเป็นรายกรณี โดยขณะนี้พบผู้ถูกสืบค้นข้อมูลประมาณ 800 ราย
ซึ่ง นายภราดร สั่งให้ทุกหน่วยงานเร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัยไซเบอร์ โดยกำหนดให้ระบบจัดเก็บข้อมูลประชาชน ใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น ขีดเส้นตายดำเนินการภายใน 30 วัน
แจ้งความคนเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล
ขณะที่ กรมการปกครอง ชี้แจงว่า ข้อมูลส่วนบุคคลมิได้รั่วไหลจากฐานข้อมูลหลักของระบบทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
ส่วนการเผยแพร่ภาพใบหน้าบุคคล ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ได้ให้ผู้แทนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อตำรวจไซเบอร์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
พร้อมแจ้งเตือนประชาชนว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดกฎหมาย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ โพสต์ข้อความระบุว่า "ตอนนี้ที่ปรึกษาด้าน SLAPP ต้องเผชิญกับโจทย์ยาก ถ้าฟ้องอีตาธนารัตน์ ก็เท่ากับยอมรับว่าข้อมูลที่รั่ว รั่วจริง อ่อนไหวจริง ซึ่งจะกลายเป็นหลักฐาน ที่ต้องไปจัดการกับ กรมการปกครอง กรมการขนส่งทางบก และคณะกรรมการอาชีวะศึกษาต่อไป ยิ่งให้ธนารัตน์ผิดมาก ก็จะเดือดร้อนเองมาก ถ้าจะทำให้เป็นคดี มันจะพ่วงกันหมดเลย ...เอาไงดี"