แบบนี้ก็มีด้วย! บัตรสวัสดิการฯ สองผัวเมีย ใช้ซื้อของ 128 บาท แต่ร้านค้าหักไว้เต็ม 1 พันบาทโดยไม่แจ้ง เมื่อขอให้ร้านคืนเป็นเงินสด ร้านค้าก็จะหักดอกเบี้ย 99 บาท ด้านเจ้าของร้าน แจงยิบ ลูกค้าประสงค์ให้หักไว้เอง แล้วจะทยอยมาเอาสินค้าภายหลัง
จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซื้อสินค้ากับร้านที่เข้าร่วมโครงการ แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมว่า “อยากบอกให้คนจนที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใน ต.สี่เหลี่ยม ทราบโดยถ้วนหน้าทุกๆ คน ว่า ถ้าเราใช้บัตรซื้อของกินของใช้ที่จำเป็น ร้านค้าที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ ต้องหักเงินที่มีในบัญชีทั้งหมดเลยเหรอ หรือหักจากบัญชีเท่าที่เราซื้อเท่านั้น แต่ของผมซื้อของหมดแค่ 100 กว่าบาท ทางร้านค้าหักจากบัญชีทั้งหมดเลย พอเราจะไปซื้อของที่ร้านอื่น ปรากฏว่า เราใช้เงินไปหมดแล้ว หลังจากนั้นเราไปเช็กกับร้านค้าคู่กรณี กลับโทษเราซะงั้น ถ้างั้นเราขอเงินสดกลับหักเงินดอกกับเราอีก 80 กว่าบาท ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วเราอยากได้ของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่า แต่ทางร้านเลือกเบิกเงินในบัญชีจนหมด เพื่อบังคับให้เรากลับไปซื้อของที่ร้านของตัวเองมากกว่า ไม่มีอะไรมากนะครับ แค่บอกกล่าวเล่าสู่พี่น้องฟัง กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบหาข้อมูลบ้าง ก็แค่นี้”
ล่าสุด ทีมข่าวได้เดินทางไปสอบถามผู้โพสต์เรื่องราวดังกล่าว คือ นายโอภาส อายุ 65 ปี ชาว ต.สี่เหลี่ยม อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ พร้อมกับนางประนอม อายุ 46 ปี ภรรยา ก็ได้เล่าเรื่องราวตามที่โพสต์ให้ฟังว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา นายโอภาส ผู้เป็นสามีได้นำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรายเดิม ไปรูดซื้อของร้านค้าในหมู่บ้านที่เป็นร้านประจำรวมราคาสินค้า 128 บาท จากนั้นก็ยื่นบัตรให้แม่ค้า เพื่อใช้สิทธิตามปกติ ซึ่งการใช้สิทธิแต่ละครั้ง ต้องสแกนหน้าเพื่อยืนยันตัวตน พอได้ของเสร็จก็เดินทางกลับ กระทั่งวันที่ 3 ส.ค. ได้เดินทางไปเยี่ยมญาติในตัว อ.ประโคนชัย นายโอภาส ก็ตั้งใจจะใช้บัตรรูดซื้อของกินของใช้ที่ร้านค้าในตัวอำเภอในวงเงินที่เหลือ แต่พอทางร้านตรวจสอบยอดเงินในบัตรกลับแจ้งว่าไม่มียอดเงินเหลือแล้ว ทั้งนายโอภาส และภรรยา ต่างก็งง เพราะเดือนนี้เพิ่งใช้รูดซื้อของไปแค่ครั้งเดียว 128 บาทเท่านั้น ทำให้ต้องควักเงินตัวเองจ่ายซื้อของร้านค้าในตัวอำเภอประโคนชัย
พอเสร็จธุระทั้งสองสามี ภรรยา จึงได้ย้อนกลับมาสอบถามร้านค้าในหมู่บ้านที่รูดซื้อของก่อนหน้านั้น ทางร้านก็บอกว่าได้หักเงินยอดเต็มไว้จริง แต่บอกว่าเป็นความประสงค์ของลูกค้าเอง ที่ยินยอมให้หักไว้แล้วจะให้ภรรยาทยอยมาเอาสินค้าไปภายหลัง แต่ผู้ร้องยืนยันว่าไม่ได้ยินยอมให้หักยอดเต็ม จนเริ่มเกิดมีปากเสียงกัน จึงบอกทางร้านว่าในเมื่อหักไปแล้วทางร้านก็ต้องรับผิดชอบ ต้องคืนเงินส่วนต่างที่หักไว้เกินคืน เพราะได้ควักเงินสดซื้อของที่ร้านอื่นไปแล้ว ทางร้านก็ยอมคืนให้แต่หากคืนเป็นเงินสด จะหักดอกเบี้ย 99 บาท ก็จำใจต้องเอา เพราะไม่มีทางเลือก จึงตัดสินใจนำเรื่องราวไปโพสต์เพราะทางร้านก็ไม่ได้ยอมรับในความผิดพลาด หลังจากนี้ก็คงจะไม่ไปซื้อของร้านนี้อีก เพราะเสียความรู้สึก
จากนั้นทีมข่าวได้ไปสอบถามร้านค้าที่ถูกระบุถึง โดยเจ้าของร้านก็ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาผู้ร้องก็มารูดซื้อของที่ร้านบ่อยครั้งก็จะรูดซื้อของเต็มวงเงินตามโครงการที่รัฐให้ แต่วันที่เกิดปัญหาผู้ร้องก็มารูดซื้อของเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ซื้อแค่ 128 บาท ซึ่งผู้ร้องแจ้งความประสงค์เองว่าให้หักไว้เต็มจำนวน ยอดเงินที่เหลือจะให้ภรรยา ทยอยมาเอาสินค้าไปจนครบวงเงิน ก็เข้าใจว่าคงไม่อยากสแกนหน้าหลายครั้ง ซึ่งลูกค้าคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุก็จะทำแบบนี้เพราะไม่สะดวกมาหลายรอบ แต่จู่ๆ ผู้ร้องกลับมาบอกว่าตนหักเงินไว้เองเต็มจำนวน แล้วก็มาขอเงินสดส่วนต่างคืน ตนไม่อยากมีปัญหาจึงยอมคืนเป็นเงินสดไปตามที่เขาแจ้ง แต่ยืนยันว่าไม่ได้หักดอกหรือเปอร์เซ็นต์เพิ่ม 99 บาท ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ก็งงว่าทำไมถึงไปโพสต์และร้องเรียนทั้งที่ก็คุยกันจบแล้ว