คอลัมน์หมายเลข 7 : ประชาคมหมู่บ้านล่ม เดินหน้า “ดินแลกน้ำ” รอบใหม่ จ.ปราจีนบุรี

View icon 11
วันที่ 6 ส.ค. 2569 | 11.29 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - 4 เดือน กับการเกาะติดโครงการดินแลกน้ำ หรือโครงการขุดดินแลกน้ำ ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ของคอลัมน์หมายเลข 7 สถานะปัจจุบันของโครงการฯ ใน 6 พื้นที่ ถูกระงับไว้ชั่วคราว ต่อมา นายอำเภอนาดีมีคำสั่งให้ อบต.สะพานหิน เปิดเวทีประชาคมหมู่บ้าน รื้อฟื้นโครงการฯ ขึ้นอีกครั้ง แต่ล่าสุด มีคำสั่งยกเลิกก่อนวันประชาคมเพียง 1 วัน หลังศาลปกครองรับเรื่องไว้พิจารณา ติดตามจากคอลัมน์หมายเลข 7

กลางปี 2569 ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี มีคำสั่งระงับไว้ชั่วคราวการดำเนินโครงการดินแลกน้ำ "แควหนุมาน" หมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 4 และ หมู่ที่ 5 และโครงการดินแลกน้ำ หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 9 ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการเกี่ยวกับการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ที่ตื้นเขิน พ.ศ. 2547 หลังสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาฉะเชิงเทรา พบรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการขุดลอกไม่ครบถ้วน ตามรูปแบบสัญญา

แม้นายอำเภอนาดีจะให้โอกาสผู้รับงานแก้ไขวิธีการขุดลอกให้ถูกต้องตามแบบ แต่ในมุมของชาวบ้านกลับไม่เห็นด้วยให้เดินหน้าโครงการฯ ต่อ เพราะหวั่นว่าทรายจะถูกดูดออกไป เกินกว่าปริมาณที่กำหนด เพราะไม่มีระบบชั่ง ตวง วัด ที่ได้มาตรฐาน และคณะทำงานตรวจสอบ ควบคุมการขุดลอกที่ชัดเจน

หลังเกิดข้อร้องเรียน นายอำเภอนาดี จึงมีคำสั่งที่ 157/2569 แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและควบคุมการขุดลอกโครงการฯ

โดยในพื้นที่แควหนุมาน หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 9 ให้นายก อบต.สะพานหิน กำนันตำบลสะพานหิน ผู้ใหญ่บ้านทั้ง 2 หมู่บ้าน รวมถึงนักวิชาการศึกษา ซึ่งเป็นรักษาราชการแทนปลัด อบต.สะพานหิน เป็นคณะทำงาน

ส่วนพื้นที่ หมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 5 ให้นายก อบต.สะพานหิน ผู้ใหญ่บ้านทั้ง 4 หมู่บ้าน เป็นคณะทำงาน

คณะทำงานฯ มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบปริมาณดินขุดและควบคุมการขุดลอกให้เป็นไปตามรูปแบบที่ได้รับอนุมัติจากผู้ว่าจ้าง และการใช้เครื่องมือเครื่องจักรให้ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ป้องกันไม่ให้เกิดการรุกล้ำที่ดินที่มีเอกสารสิทธิของประชาชน

ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าการแต่งตั้งคณะทำงานฯ ไม่มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ จึงมีโอกาสเกิดช่องโหว่ในการตรวจสอบ

ทั้งที่การแต่งตั้งคณะทำงานฯ เป็นผลจากการขับเคลื่อนของเครือข่ายภาคประชาชนที่ไม่ทนต่อการทุจริต

แม้การดำเนินโครงการฯ จะถูกระงับไว้ชั่วคราว แต่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายอำเภอนาดี กลับมีหนังสือถึงนายก อบต.สะพานหิน เดินหน้าโครงการดินแลกน้ำ ทั้ง 2 พื้นที่ต่อไป โดยมอบหมายให้ อบต.สะพานหิน จัดทำประชาคมหมู่บ้านให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 10 สิงหาคม 2569

อบต.สะพานหิน ทิ้งช่วงระยะเวลามานานกว่า 1 เดือน ก่อนจะมีข้อสรุปวันเวลาในการทำการประชาคมหมู่บ้าน แบ่งออกเป็น 3 วัน วันละ 2 หมู่บ้าน ตั้งแต่วันที่ 4-6 สิงหาคม 2569

ปรากฏว่า ก่อนถึงวันประชาคมหมู่บ้าน เพียง 1 วัน อบต.สะพานหิน กลับเลื่อนวันออกไปเป็น วันที่ 5-7 สิงหาคม 2569 และสุดท้าย มีคำสั่งยกเลิกการทำประชาคมหมู่บ้านทุกพื้นที่ในที่สุด

คอลัมน์หมายเลข 7 สอบถามไปยังนายก อบต.สะพานหิน ได้รับการเปิดเผยว่า อบต.สะพานหิน มีคำสั่งยกเลิกการทำประชาคมหมู่บ้านจริง หลังมอบหมายให้ปลัด อบต.สะพานหิน ทำหนังสือถึงนายอำเภอนาดี เพื่อสอบถามว่า โครงการดินแลกน้ำ ปัจจุบันอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลปกครอง จำเป็นต้องยกเลิกการทำประชาคมหมู่บ้านหรือไม่ ซึ่งนายอำเภอนาดี จึงให้ยุติ และเตรียมมอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนทำประชาคมหมู่บ้านแทน

คอลัมน์หมายเลข 7 ตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้ ตัวแทนชาวบ้านในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการฯ เข้ายื่นฟ้อง “นายอำเภอนาดี” ต่อศาลปกครองระยอง และล่าสุด ศาลฯ มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

โดยชาวบ้านขอให้ศาลฯ มีคำสั่งระงับโครงการดินแลกน้ำ โครงการที่ 3 หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 9 และโครงการที่ 4 หมู่ที่ 2, 3, 4 และหมู่ที่ 5 ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี และขอให้เพิกถอนโครงการขุดดินแลกน้ำ ทั้ง 4 โครงการ ของอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี รวมทั้งให้นายอำเภอนาดี รับผิดใช้ค่าธรรมเนียมศาล ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นตามที่ศาลเห็นสมควร

ส่วนสภาพปัจจุบันของพื้นที่ นายก อบต.สะพานหิน เปิดเผยว่า เข้าสู่ช่วงฤดูน้ำหลากแล้ว และปัจจุบันดินตะกอนได้ไหลมาทับถมในพื้นที่จำนวนมาก ซึ่งหากจะเดินหน้าโครงการฯ ต่อ 6 เดือนหลังจากนี้คงยังไม่สามารถดำเนินการได้

โครงการดินแลกน้ำ หากดำเนินการตรงตามวัตถุประสงค์ จะช่วยแก้ปัญหาจัดการน้ำในฤดูน้ำหลาก และฤดูแล้ง อย่างมีประสิทธิภาพ ยกเว้นการดำเนินโครงการเสี่ยงมีนัยซ่อนเร้น อย่างที่ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าอาจมุ่งดูดทรายเพียงอย่างเดียว หากเป็นเช่นนั้นจริง ปัญหาก็จะเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน

#คอลัมน์หมายเลข7 #ต้านทุจริตตามติดกลโกง #โครงการดินแลกน้ำ