เวลา 10.36 น. วันนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จพร้อมด้วย เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี ทรงเยี่ยมและพระราชทานกำลังใจแก่ผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยทรงมีพระปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโครงการพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
โอกาสนี้ ทอดพระเนตรการแสดงของผู้ต้องขังหญิง ประกอบด้วย การแสดงฟ้อนดอกระมิงค์ และการแสดงโอ้ละหนอเชียงใหม่ ทั้งนี้ ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ มีอำนาจควบคุมผู้ต้องขังถึงกำหนดโทษประหารชีวิต มีหน่วยงานในสังกัด 1 หน่วยงาน ได้แก่ เรือนจำชั่วคราวกลางเวียง ปัจจุบัน มีผู้ต้องขังหญิงรวม 1,847 คน มีผู้กักขังหญิง 23 คน และผู้ต้องกักขังชาย 77 คน
จากนั้น พระราชทานพระวโรกาสให้ ตัวแทนผู้ต้องขังพูดถึงความประทับใจในการเข้าร่วมโครงการธรรมนาวา "วัง" ซึ่งเป็นโครงการอบรมและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง โดยนำแนวทางธรรมนาวา "วัง" มาใช้ เพื่อให้ผู้ต้องขังได้ศึกษาถึงสาระแก่นแท้ของศาสนาและขัดเกลาจิตใจ ดำเนินการนำร่องที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่เป็นแห่งแรก เมื่อปี 2567 มีผู้ต้องขังเข้ารับการอบรม 373 คน ปัจจุบันมีการฝึกอบรมให้ผู้ต้องขังทุกกลุ่มมาแล้วทั้งหมด 18 ครั้ง รวม 3,667 คน และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ 146 คน ผลการฝึกอบรมทำให้ผู้ต้องขังอยู่ในระเบียบวินัยมากขึ้น ง่ายต่อการควบคุม ลดปัญหาการทะเลาะวิวาท
ในการนี้ พระราชทานของที่ระลึกแก่ตัวแทนผู้ต้องขังพูดถึงความประทับใจฯ จำนวน 2 คน, พระราชทานของที่ระลึกแก่ตัวแทนผู้ต้องขังหญิง จำนวน 10 คน และพระราชทานของที่ระลึกแก่คณะกรรมการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ จำนวน 10 คน
โอกาสนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการต่าง ๆ ซึ่งทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ได้น้อมนำและขับเคลื่อนโครงการพระราชทานที่สำคัญเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน อาทิ โครงการพระราชทาน "โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์" ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานพระราชปณิธาน และทรงน้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาต่อยอดและพระราชทานเป็นแนวทางแก่ผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ภายหลังพ้นโทษ โดยตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ดำเนินการจัดอบรม 20 รุ่น มีผู้ผ่านการฝึกอบรม 1,679 คน
จากนั้น เสด็จไปยังสถานพยาบาล ทอดพระเนตรการตรวจรักษาทันตกรรมและครุภัณฑ์พระราชทาน ภายใต้โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังในเรือนจำให้เข้าถึงการบริการทางการแพทย์อย่างเท่าเทียม และจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับการรักษาพยาบาลตามหลักมนุษยธรรม โดยได้รับพระราชทานเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 18 รายการ อาทิ เครื่องปั่นเม็ดเลือดแดงอัดแน่น, เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจพร้อมระบบประมวลผล, เครื่องขูดหินปูน และกล้องจุลทรรศน์ตรวจตาชนิดลำแสงแดง พร้อมระบบเก็บภาพดิจิทัล พร้อมกับจัดอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ 13 รุ่น มีผู้ผ่านการฝึกอบรม 477 คน ในปี 2566 ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับดีเด่น ประเภทเรือนจำขนาดกลาง จากการประกวดเรือนจำดีเด่นตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ
ต่อจากนั้น ทอดพระเนตรกิจกรรมต่าง ๆ ภายในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้พระราชทานแนวทางการฝึกอาชีพ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังให้กลับคืนสังคมอย่างมีคุณภาพ สามารถนำไปประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดการกระทำผิดซ้ำ อาทิ โรงงานทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย ซึ่งซื้อเส้นไหมมาจากข้างนอก แล้วเริ่มขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การกรอไหมจนถึงการทอ ที่ผ่านมาส่งผลงานเข้าประกวดรายการต่าง ๆ ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน ประเภทผ้ายกไหม (ยกใหญ่ไม่มีสังเวียน) ประจำปี 2568
ส่วนสถานเลี้ยงเด็ก ดำเนินงานตามข้อกำหนดกรุงเทพ หรือ Bangkok Rules ที่ผู้ต้องขังที่มีบุตรอยู่ด้านในเรือนจำควรได้รับโอกาสในการใช้เวลากับบุตรให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ โดยเด็กจะต้องไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ต้องขัง ควรได้รับการดูแลสุขภาพอนามัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพัฒนาการด้านอื่น ๆ ปัจจุบัน มีผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ 10 คน และเด็กติดผู้ต้องขัง 3 คน
การฝึกวิชาชีพให้กับผู้ต้องขังหญิง เน้นความจำเป็นตลาดแรงงานและความสมัครใจ สร้างหลักสูตรที่มีมาตรฐานและการหางานระหว่างฝึกวิชาชีพ โดยความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ การทำอาหารคาว-หวาน, การทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย, การทอผ้าพื้นเมืองแบบกะเหรี่ยง เป็นผ้าพันคอ เสื้อ กระเป๋า, ห้องเสื้อนารี ตัดเย็บ ออกแบบเสื้อผ้า, งานปักผ้าบนกระเป๋า เสื้อผ้า พวงกุญแจ เครื่องประดับ, การดูไพ่ยิปซี, การฝึกวิชาชีพนวดแผนไทย และการฝึกวิชาชีพเสริมสวย
เวลา 14.38 น. เสด็จไปยังวิหารลายคำโบราณ เฉลิมพระเกียรติ วัดยางกวง เป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่ขุดพบฐานรากเดิมและได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ เป็นวิหารทรงล้านนาโบราณภายในประดิษฐานพระพุทธศักดิ์สิทธิ์ หรือ หลวงพ่อพระเจ้าแสนแซว่ พระประธานเก่าแก่คู่พระวิหาร
วัดยางกวง เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 วัดนี้มีหลักฐานปรากฏในโคลงนิราศหริภุญชัย ที่เขียนขึ้นในปี 2060 เรียกชื่อวัดหน่างรั้ว ต่อมากลายเป็นวัดร้าง ก่อนจะได้รับการบูรณะอีกครั้งในปี 2549 พระเทพวรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ รองเจ้าคณะภาค 7 ฟื้นฟูและบูรณะขึ้นใหม่ ตั้งเป็นวัดอีกครั้งเมื่อปี 2554 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี 2557 มีพระครูปลัดธีร์นวัช ญาณสิทธิวาที เป็นเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์และสามเณร จำพรรษา 8 รูป
จากนั้น เสด็จไปยังเจดีย์วัดยางกวง ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเจดีย์แปดเหลี่ยม วัดอินทขีลสะดือเมือง ได้รับอิทธิพลทางศิลปะมาจากเจดีย์แปดเหลี่ยมในศิลปะหริภุญชัย ในการนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการเรื่อง การขับเคลื่อนพลังจิตอาสาเพื่อพัฒนาสังคมตามแนวทางธรรมนาวาวัง ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน วัด สถานศึกษา และสถานพยาบาล 10 หน่วยงาน ดำเนินงานสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยน้อมนำหลักธรรมพระราชทานไปประยุกต์ใช้ อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีสำนักงานพระพุทธศาสนา สำนักงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานวัฒนธรรม ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน และสำนักงานศึกษาธิการ ร่วมดำเนินงานสืบสานสร้างเครือข่าย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ น้อมนำหลักธรรมพระราชทานไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาจิตใจ เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และภูมิคุ้มกันทางศีลธรรม บูรณาการหลักธรรมสู่การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาผู้เรียน และกิจกรรมจิตอาสา, ธรรมนาวาวัง โอสถสถาน ที่ผู้ประกอบการสถานพยาบาลรวมกลุ่มกันเป็นศูนย์รวมดูแลสุขภาพ สร้างเสริมคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม เรียนรู้ เข้าใจหลักธรรม ผ่านการฝึกปฏิบัติจริง, โรงเรียนโกวิทธำรงเชียงใหม่ จัดกิจกรรม Voice of Hope from Nawawang เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำ เสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกัน และวัดยางกวง จัดโครงการโคมทัศศา พัฒนาภูมิปัญญาการทำโคมล้านนาให้เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในชุมชน
ต่อจากนั้น ทรงประกอบอาหารเมนูข้าวผัดหมู บนรถประกอบอาหารพระราชทานแก่ประชาชนที่ไปเฝ้ารับเสด็จ การเสด็จไปทรงร่วมกิจกรรมจิตอาสาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตา ความเอาพระทัยใส่ต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและพระวิริยะอุตสาหะในการทรงบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวมโดยมิได้ทรงจำกัดอยู่เพียงการทรงติดตามหรือทรงเยี่ยมเยียนกิจกรรมเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงพระปณิธานในการสืบสานแนวทางจิตอาสาพระราชทาน และการบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ นับว่าทรงเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าให้เยาวชนและคนไทยทุกหมู่เหล่าได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีจิตสาธารณะ การเสียสละ และการร่วมแรงร่วมใจทำความดีเพื่อสังคมที่เกิดจากความสามัคคี และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาคประชาชน และเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่ อันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานสาธารณประโยชน์และพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนสอดคล้องกับพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริด้านการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม