รวบหนุ่มบัญชีม้า อ้างตัวเป็นทหาร ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ หลอกสั่งซื้ออุปกรณ์สนามเด็กเล่น-แบร์ริเออร์ ร้านใน จ.ร้อยเอ็ด หลอกเหยื่อสูญเงิน 7.1 แสนบาท ตรวจประวัติพบคดีหลอกเทรดหุ้นที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ อีกคดี
วันนี้ (10 ส.ค. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ ร่วมกันจับกุม นายยุทธนา อายุ 37 ปี กระทำผิดฐาน “ร่วมกันในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน,ร่วมกันในข้อหาผู้ใดเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด” ตามหมายจับศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ จ.96/2569 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณลาดจอดรถหมอชิต 2 ในพื้นที่ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจากเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2568 ผู้เสียหายซึ่งเปิดร้านขายอุปกรณ์กีฬาและเครื่องเล่นสนามใน อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด ได้ถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์มาหลอกลวง โดยปลายสายเป็นหญิงอ้างตัวเป็น เจ้าหน้าที่ทหาร ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ สนใจสั่งซื้ออุปกรณ์สนามเด็กเล่น ก่อนจะแอดไลน์ชื่อ "Nat" เพื่อส่งเอกสารใบเสนอราคาและตกลงนัดส่งสินค้าในวันที่ (9 เม.ย.68) ที่ผ่านมา
ต่อมา มิจฉาชีพไลน์อวตาร "Nat" ได้หลอกถามผู้เสียหายว่าที่ร้านมี แบร์ริเออร์จราจร จำหน่ายด้วยหรือไม่ เมื่อผู้เสียหายแจ้งว่าไม่มี มิจฉาชีพจึงออกอุบายว่าให้ผู้เสียหายช่วยเป็นคนกลางสั่งซื้อแบร์ริเออร์จราจรจำนวน 120 ตัว ซึ่งราคาตัวละ 8,000 บาท จากร้านค้าที่ชื่อ "เจ๊นก"
โดยให้เปิดบิลรวบยอดมาเก็บเงินทีเดียวพร้อมกับค่าอุปกรณ์สนามเด็กเล่น พร้อมทั้งส่งเอกสารอนุมัติเบิกจ่ายของทางราชการปลอมมาให้ดูเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อติดต่อไปหา "เจ๊นก" ทางร้านอวตารได้ส่งรูปภาพหน้าร้านและแบร์ริเออร์มาให้ดู และแจ้งให้โอนเงินมัดจำก้อนแรก 70,000 บาท และมัดจำเพิ่มอีก 8,400 บาท
จากนั้นได้มีมิจฉาชีพอีกคนโทรมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร หลอกลวงให้โอนเงินค่าเปอร์เซ็นต์ส่วนต่าง รวมถึงค่ามัดจำสินค้าเพิ่มเติมเรื่อย ๆ โดยขู่ว่าหากไม่โอนเพิ่มจะไม่ส่งสินค้าและจะไม่คืนเงินมัดจำเดิม ผู้เสียหายอยากได้เงินคืนจึงหลงเชื่อสแกนโอนเงินไปยังกลุ่มบัญชีม้าของมิจฉาชีพหลายครั้ง รวมเป็นเงินสูงถึง 710,000 บาท
กระทั่งวันที่ (9 เม.ย. 68) ผู้เสียหายได้ส่งลูกน้องขนส่งสินค้าไปยังค่ายทหารตามนัดหมาย แต่เจ้าหน้าที่ทหารหน้าค่ายไม่อนุญาตให้เข้า และยืนยันว่าทางค่ายไม่เคยสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว เมื่อติดต่อไปหากลุ่มมิจฉาชีพปรากฏว่าถูกปิดช่องทางติดต่อหนีไปทั้งหมด ผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหานี้ไว้
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม กก.5 บก.ปพ.ฯ ได้สืบทราบว่า นายยุทธนา ผู้ต้องหานี้จะมีการเดินทางไปต่างจังหวัด โดยใช้รถโดยสารสาธารณะ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงวางกำลังตรวจสอบพื้นที่บริเวณลานจอดรถอาคารผู้โดยสารของบริษัทขนส่ง พบบุคคลที่มีตำหนิรูปพรรณ ตรงตามหมายจับ
เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งได้แสดงหมายจับให้บุคคลดังกล่าวดูและตรวจสอบจนเป็นที่พอใจ โดยยอมรับว่าตนเองคือ นายยุทธนา เป็นบุคคลตามหมายจับนี้ มีชื่อที่อยู่ เลขบัตรประจำตัวประชาชนตรงตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับกุมในคดีนี้มาก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุม พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ นำตัวไปทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
จากการตรวจสอบประวัติเพิ่มเติม พบข้อมูลประวัติในระบบสารสนเทศสถานีตำรวจ (CRIMES) พบว่า บัญชีธนาคารของ นายยุทธนา ยังถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้ารองรับเงินในคดีของ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ (คดีอาญาที่ 400/2568) ในข้อหา "ฉ้อโกงประชาชน" อีกด้วย
โดยพฤติการณ์ในคดี สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เกิดขึ้นเมื่อเดือนพ.ค. 68 มิจฉาชีพได้หลอกลวงผู้เสียหายจากการสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือผ่านเฟซบุ๊ก
จากนั้นใช้อุบายส่งแชตไลน์อ้างว่าสามารถช่วยติดตามเงินคืนได้ แล้วหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินทำขั้นตอนขอคืนเงินซ้ำ ๆ ถึง 64 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 8,163,191 บาท จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การรับสารภาพว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง ให้การ และปฏิเสธไม่มีส่วนในคดีนี้แต่อย่างใด แจ้งว่ามีเพื่อนที่ทำงานขอยืมบัญชีธนาคารไปใช้รับโอนเงินจากญาติ