ครม. เห็นชอบ 7 มาตรการความปลอดภัยในโรงเรียน ดันเป็นวาระแห่งชาติ มีผลทันทีทุกโรงเรียน

ครม. เห็นชอบ 7 มาตรการความปลอดภัยในโรงเรียน ดันเป็นวาระแห่งชาติ มีผลทันทีทุกโรงเรียน

View icon 79
วันที่ 11 ส.ค. 2569 | 15.09 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ครม. เห็นชอบ 7 มาตรการความปลอดภัยในโรงเรียน ตามข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการ ดันเป็นวาระแห่งชาติ มีผลทันทีทุกโรงเรียน คุมเข้ม “สั่งค้นกระเป๋า-คัดกรองอาวุธ”

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (11 ส.ค.69) มติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณายกระดับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็น “วาระแห่งชาติ” ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียนพื้นที่จังหวัดนนทบุรี โดยมุ่งยกระดับการป้องกันและรับมือเหตุในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้เด็ก ครู และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ

สำหรับมาตรการที่มีผลทันที กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศ 7 มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ให้สถานศึกษาดำเนินการทันที โดยกำหนดให้เป็น “เขตพื้นที่ปลอดภัย (School Safety Zone)” พร้อมจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยประจำสถานศึกษา จัดทำและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน และบูรณาการการทำงานกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หัวใจสำคัญคือ การป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ด้วยการตรวจค้นและคัดกรองอาวุธ สิ่งผิดกฎหมาย และสิ่งของอันตรายก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการจัดระบบดูแลสุขภาพจิต เพื่อให้มาตรการความปลอดภัยครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากร

สำหรับ 7 มาตรการ ประกอบด้วย 

1. ให้จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพ และความปลอดภัยในสถานศึกษาศึกษา

2.ให้มีแผนมาตรการรักษาความปลอดภัย ภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษา ระบบการติดต่อสื่อสารวรรค การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการตรวจตราความปลอดภัย

3.ให้มีระบบดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพ และการพัฒนาครูแนะแนว

4.ให้มีการบูรณาการความปลอดภัยของสถานศึกษา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

5.ให้มีการเปิดพื้นที่สถานสถานศึกษา ให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์

6.ให้มีการสร้างความตระหนักรู้ และการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในสถานศึกษา

7.ให้สถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย โดยบุคคลที่จะต้องเข้าไปภายในสถานศึกษาไม่ว่าจะจะเป็นนักเรียน, ครู, บุคลากรสถานศึกษา หรือผู้ปกครอง จะต้องลงทะเบียน และเปิดเผยสัมภาระ หรือสิ่งของที่ได้นำติดตัวมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากฝ่าฝืนนักเรียนจะต้องเข้าห้องปกครอง ส่วนบุคคลภายนอกห้ามเข้าภายในสถานที่โดยเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการเร่งดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยทำงานร่วมกับนักจิตวิทยา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีม MCATT ของกรมสุขภาพจิต พร้อมเตรียม “ห้องพักใจ (Safe Room)” เพื่อเป็นพื้นที่ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจ และเตรียมความพร้อมครูและผู้ปกครองให้สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างเหมาะสมก่อนกลับเข้าสู่การเรียนตามปกติ

ส่วนการวางระบบระยะยาวกระทรวงศึกษาธิการ อยู่ระหว่างจัดทำกฎหมายแม่บทด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อวางระบบการดูแลนักเรียนและนักศึกษาอย่างยั่งยืน พร้อมติดตามและประเมินสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงคัดกรองภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ PTSD ในระยะ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน เพื่อให้การเยียวยาไม่จบลงเพียงหลังเหตุการณ์ แต่ดูแลต่อเนื่องจนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

“รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และจะไม่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไข แต่จะเร่งป้องกัน เตรียมพร้อม และดูแลเด็กทั้งกายและใจ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะประสานขอความร่วมมือไปยังทุกกระทรวงที่มีสถานศึกษาในสังกัด ให้นำมาตรการความปลอดภัยไปปรับใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้เรียนให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ และสร้างความมั่นใจให้เด็ก ครู และผู้ปกครองว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของเด็กทุกคน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม–9 กันยายน 2569 เพื่อวางกฎหมายแม่บทและระบบรองรับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง