เช้านี้ที่หมอชิต - หลังมีนโยบายเรื่องการกวดขันอาวุธปืน ตำรวจก็เพ่งเล็งเรื่องนี้เป็นพิเศษ พอจับกุมผู้ต้องหาคดีเกี่ยวกับอาวุธปืน ได้ของกลางจำนวนมาก ก็ไม่ปล่อยผ่านสั่งขยายผลต่อ แล้วก็ได้เรื่องไปเจอว่ารถที่ขนปืนมา มีการแอบซุกซ่อนปืนไว้อย่างแนบเนียน
กระบอกหนึ่งเป็น "ปืนลูกซองยาวไทยประดิษฐ์" ซุกซ่อนใต้เบาะที่นั่งด้านหลัง อีกกระบอกใส่มาในช่องวิทยุ นี่ถ้าไม่ตรวจสอบอย่างละเอียด คงไม่เจอปืน 2 กระบอกนี้
ทั้งหมดนี้เป็นการขยายผลต่อเนื่อง จากคดีเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา จากการตั้งด่านตรวจค้นบริเวณทางลงมอเตอร์เวย์ขาเข้า ถนนพระรามเก้า เขตสวนหลวง แล้วตำรวจไปเจอรถเก๋งต้องสงสัย ขับผ่านมา พอดูในรถเห็นกระเป๋ายาว ๆ วางอยู่ระหว่างที่นั่งด้านหน้ากับด้านหลัง ก็เลยเปิดดู ปรากฏเจอปืนกึ่งอัตโนมัติ และปืนไทยประดิษฐ์ รวม 4 กระบอก มีกระสุนเกือบ 40 นัด ถูกใส่ไว้ในกระเป๋าสะพาย ตำรวจจึงพาตัว นายพิษณุ อายุ 40 ปี และหญิง อายุ 28 ปี ที่นั่งมาด้วยกันไปดำเนินคดี โดยนายพิษณุ รับว่า ปืนที่เจอตนเองไปรับจำนำมาจากคนอื่น
ก่อนที่ตำรวจจะตรวจสอบประวัติ แล้วเจอว่า มีหมายจับคดีอาวุธปืนของศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ และก่อนหน้านี้ปี 2564 เคยถูกจับกุมในคดียาเสพติด และครอบครองปืน เมื่อปี 2564 ที่ สภ.ชนแดน ซึ่งหลังแจ้งข้อหา ก็ส่งตัวไปขออำนาจศาลฯ ฝากขังเรียบร้อย แล้วผู้ต้องหาก็ได้ยื่นขอประกันตัวในชั้นศาลฯ
แต่เพราะตำรวจรู้สึกสะกิดใจอะไรบางอย่างจากคำให้การ จึงประสานกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบภายในรถอย่างละเอียด จึงทำให้เจอปืน 2 กระบอกนี้ ก็เลยต้องประสานเรียกตัวกลับมาสอบสวน และแจ้งข้อหาเพิ่ม ซึ่ง นายพิษณุ ก็รับปากว่าจะมาพบหลังทำธุระเรื่องงานศพเรียบร้อยแล้ว
ขยับไปกันที่จังหวัดบุรีรัมย์กันบ้าง เมื่อตำรวจสืบสวนติดตามจนทราบว่าบริเวณอำเภอสตึก อำเภอบ้านด่าน อำเภอเมือง และในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม มักจะมีการลักลอบขนส่งยาเสพติดบ่อยครั้ง จึงวางกำลังซุ่มดูตามพื้นที่ต่าง ๆ กระทั่งพบนายพรเทพ อายุ 26 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ผ่านหน้าไป โดยมีนายชัยรัตน์ อายุ 21 ปี เป็นคนซ้อน ใช้มือกอดช่วงท้องตลอดเวลา เสมือนมีวัตถุบางสิ่งอยู่ด้านใน จึงเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
จังหวะที่รถจักรยานยนต์ขี่เข้าจุดตรวจ ตำรวจเลยเรียกตรวจตามปกติ แต่รถดังกล่าวกลับเร่งเครื่องหลบหนี แต่ก็หนีไม่พ้น เนื่องจากมีตำรวจซุ่มอยู่ข้างทาง จึงสกัดจับได้ทันท่วงที บริเวณแยกไฟแดง อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์
จากการตรวจสอบพบว่าวัตถุที่กอดไว้ตลอดเวลาคือยาบ้า จำนวน 6,000 เม็ด ใต้เบาะรถพบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด .38 อีก 10 นัด นายพรเทพ รับสารภาพว่า หลังจากพ้นโทษคดียาเสพติดออกมา ก็ติดต่อซื้อยาบ้าจากชาวลาวคนหนึ่ง ก่อนขี่รถไปรับยาบ้าจากหมู่บ้านโนนพะไลย์ เพื่อนำมาเสพกับเพื่อน และจำหน่ายให้กับกลุ่มวัยรุ่นในหมู่บ้าน แล้วนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ส่วนอาวุธปืนมีไว้เพื่อป้องกันตัวเท่านั้น ไม่ได้มีไว้ต่อสู้กับตำรวจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้าต่อสู้ไปก็คงไม่รอดแน่ ยอมให้จับกุมดีกว่า เพราะอย่างไรก็มีวันพ้นโทษ
เบื้องต้นตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล เพื่อขยายผลไปหาเครือข่ายอื่น ๆ และนำผู้ต้องหาทั้งสองคนส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านด่าน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป