สนามข่าวเสาร์-อาทิตย์ - ไฟไหม้ป่าพรุ "ควนเคร็ง" ที่นครศรีธรรมราช ยังโหมหนัก หลังลมแรง ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว และเกิดควันไฟหนาทึบปกคลุมถนน
ลมกระโชกแรงทำให้ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง บริเวณบ้านโคกเลา หมู่ที่ 6 ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ขยายวงกว้างและรุนแรงขึ้น พบควันไฟหนาทึบปกคลุมถนน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน และเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของผู้ใช้รถใช้ถนน รวมถึงชาวบ้านทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช สั่งระดมกำลังและรถดับเพลิงจากหน่วยงานในพื้นที่เข้าฉีดน้ำสกัดและควบคุมแนวไฟอย่างเต็มที่ แต่ไฟยังคงลุกลามเข้าทำลายพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งตั้งอยู่รอบพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง และมีรายงานว่า พบซากงูเหลือมขนาดใหญ่ สังเวยชีวิตให้กับไฟป่า เพราะเลื้อยหนีไม่ทัน
ภาพมุมสูงแสดงให้เห็นพื้นที่ความเสียหายอย่างกว้างขวางหลายร้อยไร่ หรืออาจมากกว่าพันไร่แล้ว
นายก อบต.เคร็ง เปิดเผยว่า แนวไฟได้เกิดขึ้นตั้งแต่ 3 วันก่อน สถานการณ์ได้ลุกลามไปหลายหมู่บ้าน จากจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงลำบากทำให้ไฟกระจายตัว ประกอบกับลมพัดแรง ทำให้ควบคุมไฟลำบาก ขนาดมีถนนกั้นกลาง ลมยังหอบไฟลุกลามไหม้พื้นที่ฝั่งตรงข้ามได้
ส่วนสาเหตุไฟไหม้ป่า ยืนยันว่า ไม่ใช่การเผาป่าเพื่อยึดครองพื้นที่ แต่เกิดจากความมักง่าย เช่น กลุ่มหาของป่า หรือ กลุ่มเก็บกระจูด หรือ จูด เป็นพันธุ์ไม้จำพวกกก ไปก่อไฟหรือใช้ไฟในการตีผึ้ง หรือก่อไฟต้มน้ำต้มกาแฟ แล้วดับไม่สนิท หรือไม่ระวังทำให้ไฟลุกลาม
ซึ่งในพื้นที่ไม่มีไฟป่ามาอย่างน้อย 3 ปีแล้ว พืชต่าง ๆ โดยเฉพาะพืชหน้าดินที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและไม่มีน้ำขัง เมื่อเจอไฟจึงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว
ล่าสุด ผู้ว่าฯ จัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าพรุควนเคร็ง ณ วัดเขมาราม เพื่อจำกัดพื้นที่การลุกลามและดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
โดยขณะนี้ มีการระดมรถบรรทุกน้ำเข้าปฏิบัติภารกิจ 22 คัน และยังประสานขอกำลังเพิ่มเติม จากกองทัพภาคที่ 4 โดยมณฑลทหารบกที่ 41, ปภ.จังหวัด, ฝ่ายปกครอง และหน่วยดับไฟป่า เร่งฉีดน้ำและควบคุมแนวไฟ
ด้าน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเฮลิคอปเตอร์สนับสนุนการขนน้ำดับไฟในจุดที่รถน้ำไม่สามารถเข้าถึงได้ พร้อมประสานศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ สำรวจสถานการณ์และพิจารณาการทำฝนหลวงเพื่อช่วยลดความรุนแรงของไฟ
ส่วนประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ ได้อพยพไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง และพื้นที่ปลอดภัยแล้ว
นอกจากนี้ เปิดช่องทางติดต่อฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากควันไฟ แล้วมีอาการสำลักควัน หรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน