เช้านี้ที่หมอชิต - ข่าวนี้ไม่รู้จะดับฝันนักช็อปออนไลน์หรือไม่ เมื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย เร่งยกระดับคุมสินเชื่อ "ซื้อก่อน-ผ่อนทีหลัง" เพราะห่วงเยาวชนไทย ก่อหนี้เกินจำเป็น หลังพบข้อมูล แม้แต่ซื้อข้าวมันไก่ หรือชานม ที่กินกันในแต่ละมื้อ ก็ยังขอผ่อนชำระ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กล่าวว่า เตรียมจะยกระดับการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ หรือ Non-bank ที่มีมากกว่า 3,000 ราย
หลังพบการให้บริการ โดยเฉพาะในกลุ่มซื้อก่อนผ่อนทีหลัง ที่ผู้บริโภคมักใช้แอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ สั่งซื้อสินค้ากันจำนวนมาก มากถึงขั้นเมื่อกางสถิติย้อนหลังปี 2564 มีถึง 620,000 บัญชี
พอปี 2567 ตัวเลขก็ดีดพุ่งไปเป็นกว่า 4.9 ล้านบัญชี ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 99.9 % ที่สำคัญกระจุกตัวในกลุ่มผู้บริโภคอายุน้อย หรือต่ำกว่า 30 ปี โดยลูกหนี้กลุ่มนักศึกษา อายุระหว่าง 23-30 ปี ค้างชำระหนี้มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ
แล้วก็ต้องตกใจเพิ่ม เมื่อหลายสินค้าไม่ควรผ่อนชำระได้ แต่ในแพลตฟอร์มก็มีให้ผ่อน เช่น จะซื้อข้าวมันไก่ 50 บาท ผ่อนชำระ 4 เดือน หรือชานมไข่มุก แก้วละ 106 บาท ผ่อนชำระ 3 เดือน ถือเป็นการสร้างนิสัยการบริโภคโดยไม่มีเงิน และเป็นการสร้างหนี้เร็วเกินไป จึงตั้งเป้าหมายปลายปีนี้จะออกเกณฑ์ สกัดพฤติกรรม และการปล่อยสินเชื่อแบบ "ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง"
ซึ่งทีมข่าวของเราก็ไปสุ่มพูดคุยกับผู้บริโภค บางคนก็ยอมรับ เคยผ่อนสินค้ากับแพลตฟอร์มต่าง ๆ แต่ไม่ถึงขั้นผ่อนของกินในแต่ละมื้อ พร้อมยอมรับว่า เป็นห่วงกลุ่มเยาวชนอาจก่อหนี้ไม่รู้ตัว จึงเห็นด้วยที่แบงก์ชาติจะออกมาตรการควบคุม แม้ว่าอาจมีบางคนได้รับผลกระทบ แต่ถ้ากำหนดเกณฑ์คัดกรองดี ๆ ก็จะบรรเทาความเดือดร้อนได้ และยังป้องกันไม่ให้เกิดภาวะล้มละลายทางการเงินก่อนวัยอันควรได้ด้วย
ก็เป็นมุมมองผู้บริโภค จริง ๆ ผู้ว่าฯ ธปท. ยังบอกด้วยว่า ที่อยากเร่งควบคุม เพราะยังพบความเสี่ยงที่ประชาชนจะถูกเอาเปรียบ เช่น คิดดอกเบี้ยเกินจากที่กฎหมายกำหนด, แอบคิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม บางรายช่วยกลุ่มพนันออนไลน์รับชำระเงิน รวมไปถึงการฟอกเงินเป็นเงินต่างประเทศด้วย