อยู่ไม่ไหวแล้ว! หนุ่มเขมรหอบลูกหนีเข้าไทย หวังทำงานสวนลำใย จ.จันทบุรี เจอ "กองทัพเรือ" สกัดเอาไว้ได้ แต่ลูกสาวหนีทัน เจ้าหน้าที่เร่งล่าตัว
.
วันนี้ (17 ส.ค.69) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จัดกำลังลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ ตั้งแต่ฐานปฏิบัติการยูคาถึงบริเวณสระหลวง ใกล้ป่าระเบิด จังหวัดจันทบุรี ตามมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการเฝ้าระวังการลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติอย่างเข้มงวด ระหว่างการลาดตระเวน
.
เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถจักรยานยนต์ 2 คัน มีบุคคลรวม 4 คน ในลักษณะต้องสงสัย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ สามารถควบคุมรถจักรยานยนต์ได้ 1 คัน พร้อมบุคคล 2 คน ได้แก่ ชายไทยอายุ 20 ปี ซึ่งเป็นผู้นำพา และชายชาวกัมพูชาอายุ 41 ปี ซึ่งมีเอกสารแสดงตนแต่หมดอายุ ส่วนรถจักรยานยนต์อีกคันพร้อมบุคคลที่โดยสารมาด้วยหลบหนีไปได้
.
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้นำพาชาวไทยให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากชาวกัมพูชาให้ไปรับชาวกัมพูชา 2 คน เพื่อนำไปส่งบริเวณสามแยกจางวาง โดยได้รับค่าจ้างคนละ 1,300 บาท ส่วนชายชาวกัมพูชาให้การว่า เดินทางมาจากกุมเรียง ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้ามาหางานทำในสวนลำไยบริเวณจางวาง เนื่องจากต้องการหนีสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายในประเทศกัมพูชา โดยเสียค่าเดินทาง 8,000 บาท และเดินทางมาพร้อมบุตรสาวอายุ 13 ปี ซึ่งโดยสารมากับรถจักรยานยนต์อีกคันที่หลบหนีไปได้
.
เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวบุคคลทั้ง 2 คน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลติดตามบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามบุตรสาวอายุ 13 ปีที่เดินทางมาด้วย
.
ทั้งนี้ การควบคุมตัว และส่งมอบได้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายอย่างเคร่งครัด
.
โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจพื้นที่ช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนและขบวนการรับจ้างนำพา โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง
.