สถานทูตฯ แจ้ง ตม. บุกทลายบริษัทรับทำวีซาปลอม หลังตรวจพบพิรุธสเตตเมนต์ปลอม ยึดตราประทับธนาคาร พร้อมเอกสารเพียบ พบลูกค้ามากกว่า 400 คน เสียหายกว่า 16 ล้านบาท

สถานทูตฯ แจ้ง ตม. บุกทลายบริษัทรับทำวีซาปลอม หลังตรวจพบพิรุธสเตตเมนต์ปลอม ยึดตราประทับธนาคาร พร้อมเอกสารเพียบ พบลูกค้ามากกว่า 400 คน เสียหายกว่า 16 ล้านบาท

View icon 29
วันที่ 17 ส.ค. 2569 | 16.38 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วันนี้ (17 ส.ค. 69) ที่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมกันแถลงผลการดำเนินคดี หลังเมื่อวันที่ (12 ส.ค.69) ที่ผ่านมา ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 นำหมายค้นศาลอาญามีนบุรีเข้าตรวจค้นสำนักงานบริษัทให้คำปรึกษาด้านการยื่นขอวีซ่าแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบและยึด ตรายางปลอมของธนาคารและหน่วยงานต่าง ๆ เอกสารทางการเงินปลอมกว่า 20 ฉบับ รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง โดยเชื่อว่าอุปกรณ์และเอกสารดังกล่าวถูกใช้จัดทำเอกสารปลอมเพื่อประกอบคำร้องขอตรวจลงตราเดินทางไปต่างประเทศให้แก่ลูกค้าชาวไทย

หลังรายงานให้ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ทราบ จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งขยายผล โดยนำเอกสารที่ได้รับจากสถานเอกอัครราชทูตไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับข้อมูลจริงจากธนาคารเจ้าของบัญชี

ผลการตรวจสอบพบความผิดปกติในลักษณะเดียวกัน 5 คน โดย ชื่อผู้ยื่นเอกสารไม่ตรงกับชื่อเจ้าของบัญชีตัวจริง ขณะที่รายการเดินบัญชีในเอกสารที่นำไปยื่นขอวีซาถูกแก้ไขดัดแปลง ไม่ตรงกับข้อมูลที่ธนาคารยืนยัน

นอกจากนี้ ยังพบข้อพิรุธจุดสำคัญ เมื่อผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ยื่นคำร้องทั้ง 5 คน ใช้หมายเลขบัตรเครดิตของธนาคารต่างประเทศ ใบเดียวกัน ในการชำระค่าใช้จ่าย

โดยระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ยังพบตรายางของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง พร้อมเอกสารปลอมอีกหลายรายการ ทั้งหนังสือรับรองเงินเดือน , รายการเดินบัญชี และเอกสารทางการเงินอื่น ๆ รวมถึงคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง จึงตรวจยึดทั้งหมดไว้เป็นของกลาง เพื่อส่งตรวจพิสูจน์และขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า มีลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวมากกว่า 400 คน โดยบริษัทเรียกเก็บค่าบริการรายละประมาณ 40,000 บาท มูลค่าความเสียหายกว่า 16 ล้านบาท

เบื้องต้นพฤติการณ์อาจเข้าข่ายความผิดฐาน ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 และ 268 รวมถึงความผิดฐาน ปลอมดวงตรา ตามมาตรา 251 และ 252

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาและฐานความผิดที่แน่นอนจะต้องพิจารณาจากผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง พยานหลักฐาน และสำนวนการสอบสวนต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง