วันนี้ (17 ส.ค. 69) ที่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมกันแถลงผลการดำเนินคดี หลังเมื่อวันที่ (12 ส.ค.69) ที่ผ่านมา ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 นำหมายค้นศาลอาญามีนบุรีเข้าตรวจค้นสำนักงานบริษัทให้คำปรึกษาด้านการยื่นขอวีซ่าแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบและยึด ตรายางปลอมของธนาคารและหน่วยงานต่าง ๆ เอกสารทางการเงินปลอมกว่า 20 ฉบับ รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง โดยเชื่อว่าอุปกรณ์และเอกสารดังกล่าวถูกใช้จัดทำเอกสารปลอมเพื่อประกอบคำร้องขอตรวจลงตราเดินทางไปต่างประเทศให้แก่ลูกค้าชาวไทย
หลังรายงานให้ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ทราบ จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งขยายผล โดยนำเอกสารที่ได้รับจากสถานเอกอัครราชทูตไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับข้อมูลจริงจากธนาคารเจ้าของบัญชี
ผลการตรวจสอบพบความผิดปกติในลักษณะเดียวกัน 5 คน โดย ชื่อผู้ยื่นเอกสารไม่ตรงกับชื่อเจ้าของบัญชีตัวจริง ขณะที่รายการเดินบัญชีในเอกสารที่นำไปยื่นขอวีซาถูกแก้ไขดัดแปลง ไม่ตรงกับข้อมูลที่ธนาคารยืนยัน
นอกจากนี้ ยังพบข้อพิรุธจุดสำคัญ เมื่อผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ยื่นคำร้องทั้ง 5 คน ใช้หมายเลขบัตรเครดิตของธนาคารต่างประเทศ ใบเดียวกัน ในการชำระค่าใช้จ่าย
โดยระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ยังพบตรายางของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง พร้อมเอกสารปลอมอีกหลายรายการ ทั้งหนังสือรับรองเงินเดือน , รายการเดินบัญชี และเอกสารทางการเงินอื่น ๆ รวมถึงคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง จึงตรวจยึดทั้งหมดไว้เป็นของกลาง เพื่อส่งตรวจพิสูจน์และขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า มีลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวมากกว่า 400 คน โดยบริษัทเรียกเก็บค่าบริการรายละประมาณ 40,000 บาท มูลค่าความเสียหายกว่า 16 ล้านบาท
เบื้องต้นพฤติการณ์อาจเข้าข่ายความผิดฐาน ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 และ 268 รวมถึงความผิดฐาน ปลอมดวงตรา ตามมาตรา 251 และ 252
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาและฐานความผิดที่แน่นอนจะต้องพิจารณาจากผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง พยานหลักฐาน และสำนวนการสอบสวนต่อไป