กองทัพเรือผนึกกำลังตำรวจน้ำ สกัดอาวุธสงครามกลางทะเล ยึด AK-47 กระสุนกว่า 24,000 นัด พร้อมของกลาง เรือ และรถยนต์ เร่งขยายผลตรวจสอบแหล่งที่มาของอาวุธ จุดหมายปลายทาง ตลอดจนบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
วันนี้ (22 ส.ค.69) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่ากองทัพเรือร่วมกับตำรวจน้ำจังหวัดตราด ขยายผลติดตามขบวนการลักลอบขนของเถื่อนทางทะเลอย่างต่อเนื่อง กระทั่งตรวจพบเป้าหมายต้องสงสัยและนำไปสู่การจับกุมขบวนการลักลอบขนอาวุธสงครามข้ามชาติ โดยเมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 21 ส.ค.69 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเป้าหมายบริเวณท่าเรือดิเรก ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด สามารถจับกุมผู้ต้องหาชายได้ 1 ราย พร้อมตรวจยึดอาวุธสงคราม เครื่องกระสุน และยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำผิด ส่วนผู้ร่วมขบวนการรายอื่นอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีไปได้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัว จากการตรวจสอบของกลาง ประกอบด้วย
อาวุธปืนเล็กยาว AK-47 จำนวน 2 กระบอก
ซองบรรจุกระสุนสำหรับปืน AK-47 จำนวน 102 ซอง
กระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 23,640 นัด
กระสุนปืนขนาด 12.7 มิลลิเมตร จำนวน 765 นัด
เรือสปีดโบ๊ทสีขาว–น้ำเงิน จำนวน 1 ลำ
รถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จำนวน 3 คัน
รวมเครื่องกระสุนที่ตรวจยึดได้ทั้งสิ้น 24,405 นัด
จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ขบวนการดังกล่าวใช้เรือสปีดโบ๊ทเดินทางไปรับสิ่งของจากกลุ่มบุคคลชาวต่างชาติที่นำมาส่งมอบบริเวณกลางทะเล โดยสิ่งของดังกล่าวถูกลำเลียงมาจากฝั่งประเทศกัมพูชา ก่อนนำกลับเข้ามายังท่าเรือในพื้นที่อำเภอแหลมงอบ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมนำของกลางทั้งหมดส่งสถานีตำรวจภูธรแหลมงอบ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลตรวจสอบแหล่งที่มาของอาวุธ จุดหมายปลายทาง ตลอดจนบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการด้านการข่าวระหว่างกองทัพเรือ ตำรวจน้ำ และหน่วยงานด้านความมั่นคง ทำให้สามารถสกัดกั้นอาวุธสงครามและเครื่องกระสุนจำนวนมากได้ก่อนถูกลำเลียงไปยังจุดหมาย การปฏิบัติดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ซึ่งมิได้หมายถึงการควบคุมเฉพาะด่านหรือจุดผ่านแดนทางบก แต่ครอบคลุมการปิดและเฝ้าระวังช่องทางลักลอบทุกเส้นทาง ทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงช่องทางธรรมชาติ ท่าเรือ และเส้นทางเดินเรือที่อาจถูกใช้ในการลักลอบนำพาบุคคลหรือขนส่งอาวุธ ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายข้ามแดน