รอง ผบช.ภ 2 เกาะติดคดีครูล่วงละเมิดนักเรียน ม.4 แลกเกรด ย้ำ คำว่าสมัครใจ ใช้ไม่ได้กับเด็ก ครูควรรู้ผิดหรือถู

รอง ผบช.ภ 2 เกาะติดคดีครูล่วงละเมิดนักเรียน ม.4 แลกเกรด ย้ำ คำว่าสมัครใจ ใช้ไม่ได้กับเด็ก ครูควรรู้ผิดหรือถู

View icon 112
วันที่ 24 ส.ค. 2569 | 14.13 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
รอง ผบช.ภ 2 เกาะติดคดีครูโรงเรียนดังบางละมุง ล่วงละเมิดนักเรียน ม.4 แลกเกรด ย้ำ คำว่าสมัครใจ ใช้ไม่ได้กับเด็ก ครูควรรู้ผิดหรือถูก พร้อมสั่งการเร่งตรวจสอบ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่ ผอ.รร. ชี้แจง ตอนนี้สั่งครูที่ถูกกล่าวหา หยุดสอน-ส่งเรื่องเขตพื้นที่สอบต่อ

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมชั้น 3 ศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วย พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน และ ร.ต.อ.มาโนต ทิพย์เวช รอง สว.(สอบสวน) สภ.บางละมุง เจ้าของคดี ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้ากรณีครูของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางละมุง ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงชั้น ม.4 โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง

พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ เปิดเผยว่า ตำรวจได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวมาประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว โดย ผกก.สภ.บางละมุง ได้ติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ภายหลังปรากฏคลิปที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถพิสูจน์ทราบทั้งสถานที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้ว และอยู่ระหว่างสอบปากคำบุคคลต่าง ๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะเดียวกัน ตำรวจได้ประสานบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชลบุรีเข้าดูแลผู้เสียหาย ส่วนครูและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ทราบตัวแล้วทั้งหมด โดยพนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง จะดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย

รอง ผบช.ภ.2 ระบุถึงประเด็นเรื่องความยินยอมว่า เด็กไม่ว่าจะอายุ 17 หรือ 18 ปี ยังมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจแตกต่างจากผู้ใหญ่ ขณะที่ครูในฐานะผู้ใหญ่และบุคลากรทางการศึกษาย่อมต้องตระหนักถึงความเหมาะสมและข้อกฎหมาย จึงขอให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับกรณีดังกล่าว โดยตำรวจจะดำเนินการตามพยานหลักฐานและขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เบื้องต้น ร.ต.อ.มาโนต ทิพย์เวช รอง สว.(สอบสวน) สภ.บางละมุง จะนำผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการสอบปากคำร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เพื่อคุ้มครองผู้เสียหายและรวบรวมพยานหลักฐานประกอบสำนวน ก่อนดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ด้าน นายสยาม มากอุส่าห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโพธิสัมพันธ์พิทยาคาร เปิดเผยถึงการดำเนินการของโรงเรียนว่า ก่อนเรื่องจะกลายเป็นประเด็นข่าว โรงเรียนได้รับทราบข้อมูลและตรวจสอบคลิปที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงทันที แม้ในขณะนั้นยังไม่มีผู้ปกครองหรือนักเรียนเข้ามาร้องเรียนอย่างเป็นทางการ โรงเรียนได้เชิญผู้ปกครองและนักเรียนมาให้ข้อมูล รวมถึงเชิญครูผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงประกอบหลักฐานที่มีอยู่ จากนั้นคณะกรรมการจำนวน 3 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าพฤติการณ์ที่ตรวจสอบพบเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการดำเนินการสอบสวนและลงโทษกรณีความผิดวินัยร้ายแรงของครูรายดังกล่าว ซึ่งมีวิทยฐานะชำนาญการ อยู่ในอำนาจของผู้บังคับบัญชาระดับเหนือโรงเรียน โรงเรียนจึงรวบรวมพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ ส่งรายงานไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ผู้อำนวยการโรงเรียนระบุอีกว่า ครูผู้ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โรงเรียนมาประมาณ 7 ปี และก่อนหน้านี้โรงเรียนไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ภายหลังพบข้อมูล โรงเรียนได้มีคำสั่งให้ครูรายดังกล่าว หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้านการสอนและงดเกี่ยวข้องกับนักเรียนเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับพยานหรือหลักฐานระหว่างการตรวจสอบ แต่ยังให้ปฏิบัติงานด้านอื่น เนื่องจากขณะนี้ยังมีสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหาและกระบวนการสอบสวนยังไม่สิ้นสุด พร้อมจัดครูในกลุ่มสาระเข้าทำหน้าที่สอนแทน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเรียนของนักเรียน

ส่วนกระแสข่าวเรื่องการย้ายโรงเรียนของครูรายดังกล่าว ผู้อำนวยการชี้แจงว่า เป็นการยื่นคำร้องขอย้ายตามรอบปกติ ซึ่งครูมีสิทธิยื่นคำร้องเช่นเดียวกับบุคลากรรายอื่น ไม่ใช่กระบวนการย้ายที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าวโดยตรง ทั้งนี้ คดีในส่วนของตำรวจและกระบวนการสอบสวนทางวินัยยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยครูรายดังกล่าวยังถือเป็นผู้ถูกกล่าวหา จนกว่าจะมีผลการสอบสวนหรือคำวินิจฉัยตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง