ตร.ไซเบอร์ บุกทลายแก๊งเวียดนาม หลอกนักศึกษา ม.ดัง โทรมาราธอน แถมสั่งโกหกพ่อ ขู่ให้โอนเงิน สูญกว่า 3.6 ล้าน
วันนี้ ( 28 ส.ค. 69 ) สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ส.ค.69 มีนักศึกษาปี 1 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านปทุมวัน ถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์หา แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ แจ้งว่ามีคนนำชื่อไปเปิดซิมโทรศัพท์ที่ห้างฯในพื้นที่ จ.เลย จากนั้นมิจฉาชีพได้โอนสายให้คุยกับคนที่แอบอ้างเป็นร้อยเวร สภ.เมืองเลย สั่งให้เพิ่มเพื่อนทางไลน์ชื่อบัญชี “สภ.เมืองเลย” จากนั้นคนร้ายโทรหาผู้เสียหาย อ้างว่าเป็น “ผกก.สภ.เมืองเลย” สั่งห้ามวางสาย ข่มขู่ว่า สภ.เมืองเลย ได้จับกุมผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน ซึ่งซัดทอดว่า ผู้เสียหายได้ขายบัญชีธนาคารไปใช้รับโอนเงินเว็บพนันออนไลน์ จนสามารถอายัดเงินไว้ได้ 8.5 ล้านบาท โดยผู้เสียหายเป็นผู้ต้องสงสัย เนื่องจากไม่มีเงินสนับสนุนจากผู้ปกครอง จึงนำบัญชีตนเองไปขายเพื่อแลกส่วนแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายจึงสั่งให้บอกข้อมูลบัญชีธนาคาร และยอดเงินคงเหลือ ซึ่งแจ้งยอดเงินในบัญชี รวมกันกว่า 8.5 แสนบาท จากนั้นคนร้ายจึงสั่งให้โอนเงินทุกบัญชีมารวมไว้บัญชีเดียวกัน แล้วสั่งให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่อ้างว่าเป็น “บัญชีกลาง ปปง.” เพื่อตรวจสอบ โดยคนร้ายรับปากว่าจะโอนคืนให้ภายใน 1-2 ชั่วโมง เมื่อผู้เสียหายโอนเงินรอบแรกแล้ว คนร้ายยังได้สั่งให้ผู้เสียหายโกหกพ่อเพื่อขอเงินเพิ่ม โดยให้อ้างว่านำเงินไปใช้เรื่องขอทุนมหาวิทยาลัย ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ออสเตรเลีย และสั่งห้ามบอกใคร พ่อผู้เสียหายจึงโอนเงินให้ผู้เสียหาย รวม 2,700,000 บาท จากนั้นคนร้ายยังสั่งให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบเพิ่มอีก และยังสั่งให้ถอนเงินสดจากเคาน์เตอร์ธนาคาร พร้อมสั่งให้ไปเปิดห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์ ก่อนสั่งให้นำเงินสดไปมอบให้บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจที่หน้าโรงแรมดังกล่าว จากกรณีดังกล่าว เพียงแค่ 1 วัน ผู้เสียหายได้โอนเงินให้คนร้ายรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 3,617,000 บาท
ต่อมาคนร้ายได้สั่งให้เปลี่ยนไปคุยกันผ่านแอปพลิเคชัน Telegram พร้อมสั่งห้ามวางสายจนกว่าจะถึงวันรุ่งขึ้นเพื่อหวังหลอกโอนเงินเพิ่ม แต่อาของผู้เสียหายมาพบ และสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเข้าสอบถาม เมื่อผู้เสียหายเล่าให้ฟังและค้นหาข้อมูลจึงรู้ตัวว่าหลานกำลังถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.2 เพื่อดำเนินคดีกระทั่งตำรวจทำการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน จนกระทั่งศาลจังหวัดสมุทรปราการ ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาชาวเวียดนาม จีน และไทย รวม 8 คน รวมทั้งขอหมายค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องได้สำเร็จ
ล่าสุด พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พร้อมด้วย ตำรวจ บก.สอท.2 นำกำลังเจ้าหน้าที่ในสังกัดพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ และศาลจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุด จุดแรก คือ บ้านเช่าภายในซอยมณฑาทิพย์ 1 แยก 7 อ.เมืองสมุทรปราการ จับกุมผู้ต้องหาสัญชาติเวียดนามได้ 2 คน ประกอบด้วย MR.QUOC NAM NGUYEN อายุ 28 ปี คนร้ายที่อ้างตัวเป็นตำรวจ และไปรับเงินสด1,600,000 บาท จากผู้เสียหายที่หน้าโรงแรม และMR.HUY TAN NGUYEN อายุ 26 ปี คนร้ายที่ร่วมไปรับเงินสดจากผู้เสียหายที่หน้าโรงแรม พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง และชุดแต่งกายที่ใช้สวมใส่ขณะรับเงินสดจากผู้เสียหาย 2 ชุด
ส่วนจุดที่ 2 ตรวจค้นบ้านพัก ที่ ม.2 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร และโกดังเก็บสินค้าแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ม.3 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จับกุมนางสาวดลภัค อายุ 48 ปี คนร้ายที่นำเงินสดที่ได้จากผู้เสียหาย ไปโอนเข้าบัญชีบริษัท ร้านค้า และห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เพื่อนำไปซื้อสินค้าซึ่งเป็นการอำพรางปกปิดแหล่งที่มาของเงิน ตรวจยึดของกลางเป็น เงินสด 792,690 บาท, สมุดธนาคาร 13 เล่ม, โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง, สำเนาใบฝากถอนเงิน-ฝากเงินของธนาคาร รวมทั้งทรัพย์สินสิ่งของอื่น ๆ อีกจำนวนหลายรายการ
นอกจากนี้ ยังสามารถจับกุมผู้ต้องหากลุ่มบัญชีม้าที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายได้ในพื้นที่ กทม. และ สมุทรปราการ อีก 2 คน ได้แก่ นายฐิติกาลฯ อายุ 25 ปี และ นางสาวภัทรพรฯ อายุ 33 ปี โดยผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”, “สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน”, “โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” และ “เป็นผู้สนับสนุนฯ” โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง และติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี เพื่อนำตัวมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป