ห้องข่าวภาคเที่ยง สุดสัปดาห์ - ปฏิบัติการ “สิงห์ปราบ มังกรทมิฬ” ทลายผับย่านห้วยขวาง ที่เคยถูกจับแล้วกลับมาเปิดใหม่ นอกจากเรื่องการดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว ที่กำลังตามหากันอยู่คือ "ดส.โจ" คนที่มีชื่อเป็นหุ้นลมในผับ และถูกชี้ว่าเป็นคนคอยเคลียร์ปัญหาให้
ปฏิบัติการ “สิงห์ปราบ มังกรทมิฬ” ทลายผับย่านห้วยขวาง ที่เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง นำกำลังเข้าตรวจค้นผับในซอยประชาอุทิศ 11 แขวงและเขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งเคยถูกจับกุมไปเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 แต่กลับมาเปิดให้บริการได้อย่างน่าแปลกใจ ทั้งที่ไม่พบใบอนุญาตสถานบริการ
และผลการตรวจค้นที่เกิดขึ้น ก็พบมีนักท่องเที่ยวกว่า 70 % ในจำนวนนี้มีนักเที่ยวที่มีสารเสพติดในร่างกาย 3 คน เป็นคนไทย 1 คน ที่เหลือเป็นหญิงและชายชาวฮ่องกง เจอยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ทั้งในห้องน้ำและบนโต๊ะ และยังพบมีแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตให้การทำงาน มีการเรียกชำระเงินด้วยแอปพลิเคชันต่างประเทศ
นอกจากนี้อย่างที่เราได้ฟังเสียงกันไปจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าเจ้าของร้านที่ชื่อ "ชาติ" มีหุ้นส่วนอยู่คนหนึ่ง ที่ชื่อ "โจ" เป็นตำรวจ ดส. กองกำกับการสวัสดิภาพเด็ก และสตรี ซึ่งไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่
แต่ที่แน่ ๆ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผู้กำกับการ สน.ห้วยขวาง บกพร่องต่อหน้าที่ ปล่อยปละละเลยหรือไม่ ซึ่งยังไม่ทันครบกำหนด 7 วันที่ต้องรายงานผล ล่าสุดมีคำสั่งย้าย 5 นายตำรวจ สน.ห้วยขวาง ประกอบด้วย ผู้กำกับการ, รองผู้กำกับการฝ่ายปราบปราม, รองผู้กำกับการฝ่ายสืบสวน, สารวัตรป้องกันปราบปราม และสารวัตรสืบสวน
ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยไม่มีกำหนด หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีรายงานข่าวว่า เบื้องต้นพบว่ามีตำรวจที่ชื่อ "โจ" อยู่จริง ปัจจุบันไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นตำรวจ ดส. แล้ว แต่ได้ย้ายไปทำงานด้านสืบสวนสอบสวนในสังกัดอื่น ตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าได้เป็นหุ้นลมตามที่เจ้าของร้านให้ข้อมูล และเข้าไปเกี่ยวข้องในธุรกิจนี้หรือไม่
ส่วนสถานบันเทิง จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง พบว่า เคยถูกสั่งปิดไปเมื่อปี 2568 จริง หลังพบไม่มีใบอนุญาตเปิดเป็นสถานบันเทิง และไม่มีใบอนุญาตจำหน่ายสุรา แต่ยังไม่มีคำสั่งปิดกิจการเป็นเวลา 5 ปี