วันนี้ (31 ส.ค. 69) พ.ต.อ.วงษกร วันชัย ผกก.สืบสวน กก.ภ.จว.ขอนแก่น พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธนากร พาเบ้า สว.สืบสวน กก.ภ.จว.ขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.ขอนแก่น ร่วมกันจับกุม นายเต๋า อายุ 30 ปี เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางเป็นยาบ้าจำนวน 72,000 เม็ด และโทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง
พ.ต.อ.วงษกร วันชัย ผกก.สืบสวน กก.ภ.จว.ขอนแก่น กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.ขอนแก่น ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า นายเต๋า มีพฤติการณ์ลักลอบขายยาบ้าให้วัยรุ่นและผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ อ.น้ำพองและพื้นที่ใกล้เคียง
โดยใช้บ้านพักเป็นสถานที่พักและขายยาบ้า ภายหลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนร่วมกันวางแผนจับกุม โดยให้สายลับเข้าไปภายในบ้านของนายเต๋า เมื่อสายลับส่งสัญญาณยืนยันว่านายเต๋าอยู่ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงเข้าไปและพบเจ้าตัวนั่งอยู่ ก่อนแสดงบัตร ป.ป.ส. เพื่อขอตรวจค้น จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของนายเต๋าในเบื้องต้น พบข้อความสนทนากับชายชาว สปป.ลาว ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการติดต่อซื้อขายยาบ้า
โดยนายเต๋า ให้การรับสารภาพว่า ได้สั่งซื้อยาบ้าจากชายชาว สปป.ลาว เพื่อนำมาขายในพื้นที่ อ.น้ำพอง และอำเภอใกล้เคียง โดยการสั่งซื้อล่าสุดมีจำนวน 40 มัด หรือประมาณ 80,000 เม็ด แต่จำหน่ายไปแล้วบางส่วน เหลือยาบ้าจำนวน 72,000 เม็ด ซึ่งนำไปซ่อนไว้ใต้พุ่มไม้ข้างบ้าน
เจ้าหน้าที่จึงให้นายเต๋าพาไปตรวจสอบจุดดังกล่าว ก่อนพบยาบ้าห่อด้วยถุงพลาสติกสีดำจำนวน 2 ชั้น ซุกซ่อนอยู่ใต้พุ่มหญ้า เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง
พ.ต.อ.วงษกร วันชัย ผกก.สืบสวน กก.ภ.จว.ขอนแก่น กล่าวอีกว่า นายเต๋ายอมรับว่าไม่มีงานทำและไม่มีรายได้ ก่อนมีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับชายชาว สปป.ลาว เพื่อรับยาบ้ามาจำหน่าย ยาบ้า 1 มัดมีจำนวน 2,000 เม็ด นายเต๋ารับมาในราคามัดละ 15,000 บาท ก่อนนำไปส่งขายให้ลูกค้ามัดละ 20,000 บาท โดยจะไม่ขายปลีก เนื่องจากเน้นขายเป็นมัดเพียงอย่างเดียว ส่วนกำไรที่ได้รับนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับค่ายาบ้า เมื่อจำหน่ายหมดแล้ว นายเต๋าจะนัดจ่ายเป็นเงินสดให้กับชายชาว สปป.ลาว ซึ่งจะเดินทางมารับเงินที่ จ.ขอนแก่น ด้วยตนเอง
ภายหลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.น้ำพอง ดำเนินคดีในข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ตามขั้นตอนต่อไป