ห้องข่าวภาคเที่ยง - ระยะหลังมานี้ เห็นกันบ่อยเหลือเกินกับภาพกลุ่มวัยรุ่น ที่ไม่สนใจความเดือดร้อนของชาวบ้าน ถือไม้ มีด ปืน ระเบิดปิงปอง ไล่ทำร้ายกันกลางดึก ชาวบ้านก็หวาดผวา กลัวจะถูกลูกหลงในวันใดวันหนึ่ง อยากให้ตำรวจจัดการกับวัยรุ่นเหล่านี้
จากเหตุการณ์ วัยรุ่น 2 กลุ่ม ยกพวกไล่ทำร้ายกันอย่างดุเดือด ท่ามกลางรถยนต์ที่สัญจรไปมา บริเวณใต้สะพานข้ามคลองพระโขนง ดูจากภาพแล้วคงไม่ต้องบอกว่า เดือดร้อนกับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนขนาดไหน ปาระเบิดกันไม่ยั้ง เสี่ยงอันตราย ไม่รู้จะถูกลูกหลงหรือไม่
จากการสอบถามเหตุการณ์นี้กับชาวบ้าน พบว่า เกิดขึ้นคืนวันที่ 28 สิงหาคม ช่วงประมาณ 22.00 น. มีวัยรุ่นกว่า 10 คน มายืนจับกลุ่มอยู่ที่หน้าบ้าน จากนั้นไม่นาน มีวัยรุ่นอีกกลุ่มตามกันเข้ามาในซอย ตะโกนท้าทายกันไปมา ตามมาด้วยเสียงระเบิด และเสียงปืน ก่อนที่ทั้ง 2 กลุ่ม จะวิ่งออกจากซอย ไปไล่ทำร้ายกันต่อที่กลางถนนตามคลิป
จากการสอบถามตำรวจ 2 โรงพัก คือ สน.คลองตัน และ สน.ท่าเรือ ไปล่าสุด ได้ข้อมูลว่า จริง ๆ แล้ววัยรุ่น 2 กลุ่มนี้ไล่ตีกันมาตั้งแต่พื้นที่ สน.ท่าเรือ ก่อนเข้ามาในพื้นที่ สน.คลองตัน ชนวนเหตุเป็นเรื่องความขัดแย้งของกลุ่มคู่อริ ที่บาดหมางกันมานาน ซึ่งหลังเกิดเหตุตำรวจก็ได้จับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุไปได้ส่วนหนึ่ง มีทั้งวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะ และที่ยังเป็นเยาวชน ทยอยส่งดำเนินคดีไปแล้ว
ส่วนเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคืน ย่านซอยศรีนครินทร์ 40 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ ผู้เห็นเหตุการณ์ได้ยินเสียงวัยรุ่นตะโกนโหวกเหวกโวยวายกลางดึก เข้าใจว่ามีเหตุทะเลาะวิวาทกันอีกแล้ว ก่อนที่ต่อมาจะมีคนลงไปดูเหตุการณ์ แล้วสรุปว่ามีวัยรุ่นชายชาวเมียนมา ถูกใครไม่รู้ไล่แทงได้รับบาดเจ็บ มาขอความช่วยเหลืออยู่ในพื้นที่
ทีมข่าวลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชาวบ้าน ได้ข้อมูลว่า เหตุการณ์น่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทกันของวัยรุ่นชาวเมียนมา 2 ฝ่าย แม้ไม่เห็นว่ามีการยกพวกกันมาก่อเหตุหรือไม่ แต่เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว วัยรุ่นกลุ่มนี้ก็เพิ่งไปสร้างความเสียหายบนดาดฟ้าอาคาร เดือดร้อนผู้พักอาศัยกันไปหมด
สอบถามเรื่องนี้กับ ตำรวจ สน.พระโขนง บอกว่า เรื่องการทะเลาะวิวาททำร้ายวัยรุ่นชาวเมียนมา อยู่ระหว่างการสืบทราบกลุ่มผู้ก่อเหตุ เนื่องจากฝั่งผู้บาดเจ็บเอง ก็ไม่ทราบชื่อจริงของอีกฝ่าย บอกเพียงว่า มาเจอกันโดยบังเอิญ แล้วเกิดเขม่นกัน
ส่วนที่มีชาวบ้านแจ้งว่า สายตรวจไม่เคยเข้าไปตรวจในพื้นที่นั้นเลย ยืนยันว่าไม่จริง เพราะได้กำชับ ให้ฝ่ายสืบสวนนอกเครื่องแบบ ลงพื้นที่ไปพร้อมกับฝ่ายป้องกันและปราบปราม เพื่อช่วยกันในทางการข่าวเฝ้าระวังเหตุอย่างต่อเนื่อง