สนามข่าว 7 สี - เรื่องใหญ่ "ดาตา เซนเตอร์" หรือ "ศูนย์ข้อมูล" ทำชาวบ้านใน กทม. ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับอาคารดังกล่าวพากันหวาดผวา กังวลต่อปริมาณน้ำมันดีเซลกว่า 4 แสนลิตร ที่อยู่ถัดไปไม่กี่ประตูจากบ้านพัก จะเกิดระเบิดตู้มต้าม จะรั่วซึม หรือไม่ ซึ่งยังเป็นข้อสังเกต แต่ที่แน่ ๆ วันนี้ (2 ส.ค.) ผู้ว่าฯ ชัชชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมแถลงเรื่องนี้แล้ว
ทีมข่าว 7HD ลงพื้นที่ซอยรามคำแหง 28 ตามพิกัดที่ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ชี้เป้าว่า หลังมีอาคาร Data Center ก็มีการสำรองน้ำมันดีเซลกว่า 4 แสนลิตร เทียบเท่าปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ 3-4 แห่ง รวมกันอยู่ในอาคารเดียวอยู่ในพื้นที่ชุมชน
โดยผลตรวจสอบก็พบว่าซอยดังกล่าวเป็นซอยส่วนบุคคล เริ่มตั้งแต่ต้นซอยไปถึงตัวอาคาร Data Center ราว 1 กิโลเมตร ยังมีการก่อสร้างอาคารบางส่วนอยู่ โดยถูกพัฒนาขึ้นจากเดิมที่เป็นป่ารกร้าง หลังนายทุนมากว้านซื้อที่ดินตรงนี้ไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว
ที่สำคัญก่อนหน้า ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เฉลียวใจ รู้แค่เป็นที่เก็บฐานข้อมูล แต่พอทราบข่าวว่ามีการกักเก็บน้ำมันดีเซลในปริมาณมาก ก็กังวลใจ กลัวเกิดเหตุร้ายไม่คาดคิด
ทีมข่าวไปสำรวจอีก 1 จุด ในซอยทะเลบางกอก เขตห้วยขวาง พบอาคาร Data Center ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว โดยด้านบนสุดของอาคารมีเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่หลายตัว
นายสุรกิติ พ่อค้าน้ำอ้อยที่มีร้านติดกับอาคาร Data Center เล่าว่า เห็นอาคารแห่งนี้ก่อสร้างมาแล้วกว่า 1 ปี ช่วงก่อสร้างไม่มีเจ้าหน้าที่มาสอบถาม หรือให้ข้อมูลกับชาวบ้าน ว่าอาคารดังกล่าวเป็นของหน่วยงานใด ใช้ทำอะไร แต่ด้วยความสงสัย จึงไปค้นข้อมูลจนรู้ว่าอาคารแห่งนี้สร้างเพื่อเป็นฐานเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ มีนายทุนเป็นชาวต่างชาติ และมีผู้รับเหมาเป็นชาวจีน
ผลกระทบในระยะแรก คือ เสียงดังรบกวน ก่อนจะเริ่มได้กลิ่นคล้ายน้ำมันดีเซล แต่ไม่แน่ใจว่ารั่วไหลมาตามท่อระบายน้ำหรือไม่ จนต้องนำปัญหาเหล่านี้หารือกับเจ้าหน้าที่ของโครงการฯ เพื่อสอบถามสาเหตุที่แท้จริง และเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะแก้ไขปัญหาให้ แต่ถึงตอนนี้ก็ยังได้กลิ่นน้ำมันอยู่โดยเฉพาะช่วงฝนตก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มาช่วยตรวจสอบคลังข้อมูลแห่งนี้
ไปฟัง สส.แบงค์ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ พรรคประชาชน ที่เปิดประเด็นเรื่อง Data Center พบช่องโหว่อื้อ จนเกิดการกักตุนน้ำมันกว่า 4 แสนลิตร นำไปสู่ข้อกังวลจะกระทบชาวบ้านในชุมชน
นายศุภณัฐ ยังเรียกร้องให้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรปัดฝุ่นกฎหมาย และกำหนดนิยามกิจการประเภทนี้ใหม่ พร้อมจัดโซนนิงก่อสร้าง ที่จะต้องมีการจัดทำ EIA รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เหมือนที่เคยแก้ไขระเบียบห้างสรรพสินค้าทั่วไปที่ต้องทำ EIA สำเร็จมาแล้ว
สอดคล้องกับ นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ก็เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขเพื่ออุดช่องโหว่ของกฎหมาย หลังที่ผ่านมารัฐบาลก็สนับสนุนกิจการประเภทนี้
ที่สำคัญในพื้นที่ กทม. ก็ยังมีทรัพยากรให้ใช้เต็มที่ทั้งไฟฟ้า, น้ำประปา และน้ำมัน จึงอาจเป็นเหตุจูงใจให้เกิดการลักลอบสร้างศูนย์ข้อมูลขึ้น ทั้ง ๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชน เพราะเสี่ยงกระทบต่อสุขภาพ และยังเกิดการแย่งใช้ทรัพยากร เช่น การใช้ไฟบ้านปกติอยู่แค่ 15 วัตต์ แต่ถ้าเป็นศูนย์ Data Center 1 หลัง จะเท่ากับใช้ไฟบ้านประมาณ 8,000 หลัง
นายสนธิ ยังบอกด้วยว่า สิ่งสำคัญนอกจากจี้ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปรับกฎหมายในมือเพื่อปิดรูรั่วแล้ว ระหว่างนี้ก็ควรพิจารณาทบทวนให้ยุติการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มก่อน และรอจนกว่าจะมีกฎหมายที่สมบูรณ์มาจัดการดูแล ส่วนสถานที่ที่ก่อสร้างไปแล้วก็ควรมีการติดตามตรวจสอบและกำหนดแนวปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้การประกอบกิจการกระทบชุมชนได้
ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บอกว่า ทราบเรื่องนี้แล้ว และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะหลายแห่งตั้งขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต
วันนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ พร้อมตัวแทนจากสภาพัฒน์ และกรมธุรกิจพลังงาน ก็เตรียมแถลงข่าวชี้แจงกรณี Data Center เราจะติดตามรายละเอียดมาให้ทราบเพิ่มต่อไป