“นครราชสีมา” ครองแชมป์สินค้า GI มากสุดในไทย 12 รายการ สร้างมูลค่าแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท
.
สินค้า GI ล่าสุด (7 ก.ย.69) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI หรือ “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” รวมทั้งสิ้น 269 รายการ(ข้อมูล ณ วันที่ 14 ส.ค.69) จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตร อาหาร หัตถกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 117,276 ล้านบาท
.
จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนสินค้า GI พบว่า จังหวัดที่มีสินค้า GI มากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ครองอันดับ 1 ด้วยจำนวน GI 12 รายการ ประกอบด้วย เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ผ้าไหมปักธงชัย ผ้าไหมคึมมะอุบัวลาย เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ กาแฟวังน้ำเขียว กาแฟดงมะไฟ ไวน์เขาใหญ่ มะขามเทศเพชรโนนไทย ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ น้อยหน่าปากช่องเขาใหญ่ และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น (พื้นที่ผลิตครอบคลุมถึงอำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา) โดยในปี 2568 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 12,148 ล้านบาท
.
อันดับที่ 2 จังหวัดเชียงราย มีสินค้า GI จำนวน 9 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยตุง สับปะรดภูแลเชียงราย สับปะรดนางแล กาแฟดอยช้าง ข้าวก่ำล้านนา ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย เครื่องเคลือบเวียงกาหลง และส้มโอเวียงแก่น โดยในปี 2568 สร้างมูลค่ากว่า 316.31 ล้านบาท
.
อันดับที่ 3 มี 3 จังหวัดที่มีสินค้า GI 8 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ มี GI ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ศิลาดลเชียงใหม่ ร่มบ่อสร้าง ข้าวก่ำล้านนา กาแฟเทพเสด็จ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง ลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง และมะแขว่นเชียงใหม่ สร้างมูลค่ารวม 3,134.61 ล้านบาท ในปี 2568
.
จังหวัดสกลนคร มี GI ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร หมากเม่าสกลนคร น้ำหมากเม่าสกลนคร เนื้อโคขุนโพนยางคำ เนื้อครามสกลนคร รวมถึงนมวาริช สร้างมูลค่ารวม 201.11 ล้านบาทในปี 2568
.
และจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีทั้งสินค้า GI เกษตรและหัตถกรรม ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ พริกบางช้าง สับปะรดบ้านคา มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี โอ่งมังกรราชบุรี ไชโป้วโพธาราม กุ้งก้ามกรามบางแพ มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี สร้างมูลค่ารวม 8,539.86 ล้านบาทในปี 2568
.
อันดับที่ 4 มี 3 จังหวัดที่มีสินค้า GI 7 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดศรีสะเกษ มี GI ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ ครุน้อยบ้านสะอางศรีสะเกษ และทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ สร้างมูลค่ารวม 6,128.24 ล้านบาทในปี 2568
.
จังหวัดชุมพร มี GI ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร กล้วยเล็บมือนางชุมพร กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร กล้วยหอมทองละแม ทุเรียนชุมพร และสับปะรดสวี สร้างมูลค่ารวม 49,776.13 ล้านบาทในปี 2568
.
และจังหวัดสุราษฎร์ธานี มี GI หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ไข่เค็มไชยา มะพร้าวเกาะพะงัน เงาะโรงเรียนนาสาร ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี ปลาเม็งสุราษฎร์ธานี และกระท้อนคลองน้อย สร้างมูลค่ารวม 288.99 ล้านบาทในปี 2568
.
ส่วนอันดับที่ 5 มี 4 จังหวัดที่มีสินค้า GI จำนวน 6 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดนครพนม มีสินค้า GI ได้แก่ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน สับปะรดท่าอุเทน ลิ้นจี่นครพนม เนื้อโคขุนโพนยางคำ กกเหล่าพัฒนา และครกดินเผาบ้านกลาง สร้างมูลค่ารวม 181.63 ล้านบาทในปี 2568
.
จังหวัดเลย มี GI ผ้าฝ้ายเมืองเลย เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย และข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงเมืองเลย สร้างมูลค่ารวม 51.29 ล้านบาทในปี 2568
.
จังหวัดสมุทรสงคราม มี GI ลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม พริกบางช้าง ปลาทูแม่กลอง เกลือสมุทรแม่กลอง และน้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง ซึ่งเป็นสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่และเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน สร้างมูลค่ารวม 1,232.83 ล้านบาทในปี 2568
.
และจังหวัดยะลา มี GI กล้วยหินบันนังสตา ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ส้มโชกุนเบตง มังคุดในสายหมอกเบตง ไก่เบตงยะลา และปลานิลสายน้ำไหลเบตง สร้างมูลค่ารวม 3,197.05 ล้านบาทในปี 2568
.
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนสินค้า GI ของแต่ละจังหวัดไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่แสดงถึงความสำเร็จของการขึ้นทะเบียนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่ ที่ร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์ของชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน ตอบโจทย์เทรนด์การค้าและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน
.
ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังคงเดินหน้าโครงการจัดทำคำขอสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อขึ้นทะเบียนในประเทศ อย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำปรึกษาด้าน GI ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่สำรวจและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้าที่มีศักยภาพ เพื่อจัดทำคำขอขึ้นทะเบียน GI ให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์เข้าสู่ระบบ GI อันเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชน
.