น้ำมันรั่วลงท่อระบายน้ำ นักวิชาการเตือนอย่าให้มีประกายไฟเด็ดขาด

น้ำมันรั่วลงท่อระบายน้ำ นักวิชาการเตือนอย่าให้มีประกายไฟเด็ดขาด

View icon 34
วันที่ 8 ก.ย. 2569 | 10.56 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
หวั่นพรึ่บกลางกรุง น้ำมันรั่วไหลลงท่อระบายน้ำ ดร.สนธิ คชวัฒน์ เตือนไอระเหยของน้ำมันหนักกว่าอากาศ เพียงแค่ประกายไฟเล็กน้อย เช่น จากท่อไอเสียรถยนต์ สูบบุหรี่ หรือไฟฟ้าลัดวงจร ก็สามารถเกิดการระเบิดรุนแรงตามแนวท่อระบายน้ำใต้ดินได้ทันที แนะปิดกั้นพื้นที่ ฉีดโฟมดับเพลิงคลุมผิวน้ำมัน กักไม่ให้ไอระเหยฟุ้งกระจาย

วันนี้ (8 ก.ย.69) ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัวให้ความเห็น กรณีพบน้ำมันปริมาณมากรั่วไหล ลงสู่ท่อระบายน้ำย่านถนนเชื้อเพลิงบริเวณถนนพระราม 3 (รอยต่อเขตคลองเตย- ยานนาวา) กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่สามารถสูบน้ำปนน้ำมันออกจากท่อระบายน้ำได้แล้วกว่า 5,000 ลิตร หลังจากหยุดสูบชั่วคราวเพราะฝนตกหนัก มีการตรวจสอบอีกครั้งพบว่าปริมาณน้ำมันในท่อระบายน้ำกลายเป็นน้ำมันล้วนแบบไม่มีน้ำปน ตรวจพบปริมาณสารอินทรีย์ระ เหยง่าย (VOCs) สูงถึง 350ppm เกินค่ามาตรฐานและตรวจพบระดับค่าความเสี่ยงต่อการติดไฟหรือการระเบิด (LEL) เกินค่ามาตรฐานอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงต่อการติดไฟหรือระเบิด

1. สาเหตุ (Causes) อาจคาดการณ์ได้ว่าเกิดจากสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้

1.1.ถังเก็บน้ำมันใต้ดินรั่วไหลโดยเฉพาะถังเก็บน้ำมันของสถานีบริการน้ำมัน(ปั๊มน้ำมัน)หรือโรงงานอุตสาห กรรมที่เสื่อมสภาพจนเกิดรอยรั่วซึมลงสู่ชั้นดินและไหลเข้าสู่ท่อระบายน้ำ
1.2.โรงงาน อู่ซ่อมรถหรือ สถานประ กอบการลักลอบเทน้ำมันเบนซินหรือสารทำละลายที่ใช้แล้วลงในท่อระบายน้ำสาธารณะ เพื่อลดต้นทุนการกำจัด
1.3.น้ำท่วมรุนแรงพัดพาถังเก็บน้ำมันในชุมชนหรือโรงงานจนเกิดการรั่วไหล

ดร.สนธิ ระบุว่าน้ำมันปริมาณมากรั่วไหล ลงสู่ท่อระบายอาจก่อให้เกิดอันตราย ดังนี้

1.อันตรายจากการระเบิดและเพลิงไหม้ (สูงสุด) โดยน้ำมันที่พบมีค่าไวไฟสูงมาก(Highly Flammable)และระเหยเป็นไอได้ง่ายในอุณหภูมิห้อง ไอระเหยของมันหนักกว่าอากาศ จึงจะสะสมอยู่ภายในท่อระบายน้ำ เมื่อผสมกับอากาศในสัดส่วนที่พอเหมาะ เพียงแค่มีประ กายไฟเล็กน้อย เช่น ประกายไฟจากท่อไอเสียรถยนต์ การสูบบุหรี่ หรือไฟ ฟ้าลัดวงจร ก็สามารถเกิดการระเบิดรุนแรงตามแนวท่อระบายน้ำใต้ดินได้ทันที

2. โดยปกติแล้ว ค่า VOCs ในอากาศทั่วไปหรือในอาคารควรต่ำกว่า0.3 - 0.5 ppm การที่ตรวจพบสูงถึง350 ppm ถือเป็นระดับที่อันตรายรุนแรงต่อสุขภาพ (ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ แน่นหน้าอก อาเจียน หรือหมดสติได้หากสูดดม) และสะท้อนว่ามีปริมาณน้ำมันหรือสารเคมีรั่วไหลอยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณนั้นมีมากจนเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยหรือการระเบิด

3.อันตรายจากการสัมผัส หากน้ำมันสัมผัสผิวหนังจะทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง ผิวไหม้เคมี และหากซึมลงสู่น้ำบาดาล จะทำให้แหล่งน้ำใช้อุปโภคบริโภคปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง

แนวทางความปลอดภัย (Safety) สำหรับประชาชนในพื้นที่

- ห้ามจุดประกายไฟเด็ดขาดโดยงดการสูบบุหรี่ การจุดไฟ หรือการทำงานที่ก่อให้เกิดประกายไฟใกล้ท่อระบายน้ำ
- หลีกเลี่ยงการสตาร์ทรถ หากมีกลิ่นน้ำมันรุนแรงใต้ท้องรถหรือใกล้ท่อระ บายน้ำที่รถจอดอยู่ ต้องหลีกเลี่ยงการสตาร์ทเครื่องยนต์ เพราะประกายไฟจากระบบไฟฟ้ารถยนต์อาจจุดระเบิดได้
- อพยพและสวมหน้ากาก หากกลิ่นน้ำมันรุนแรงมากจนเริ่มเวียนศีรษะ ให้รีบอพยพออกจากพื้นที่ไปอยู่เหนือลม และสวมหน้ากากอนามัย (หากเป็นหน้า กากคาร์บอนจะช่วยกรองกลิ่นได้ดีขึ้น)
- แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที  โทรแจ้งหน่วยดับเพลิง (199) หรือกรมควบคุมมลพิษ หรือหน่วยงานท้องถิ่นโดยด่วนที่สุด

สำหรับเจ้าหน้าที่และหน่วยกู้ภัย ดร.สนธิ แนะนำให้ปิดกั้นพื้นที่ ห้ามไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้ และตัดการทำงานของระบบไฟฟ้าสาธารณะในจุดเสี่ยง ระบายอากาศและฉีดโฟม โดยใช้พัดลมระบายอากาศชนิดพิเศษที่ไม่ก่อให้เกิดประกายไฟ (Explosion-proof) เพื่อระบายไอระเหย และฉีดโฟมดับเพลิง (AFFF) คลุมผิวน้ำมันเพื่อกักไม่ให้ไอระเหยฟุ้งกระจาย ตักหรือสูบน้ำมันออก ใช้สารดูดซับโดยการวางทุ่นกักน้ำมัน (Boom) และใช้แผ่นดูดซับน้ำมัน (Sorbent pads) เพื่อกักเก็บน้ำมันไม่ให้ไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง