“วัชรินทร์” นำทีมอัยการสอบสวน-บช.ปส. ขยายผลคดี “แอร์มีนา” เตรียมเข้าคุกแจ้งข้อหาเพิ่ม 3 ผู้ต้องหา “พยายามส่งออกเฮโรอีน” สั่งเร่งหาคนรับยาปลายทางออสเตรเลีย ขีดเส้นสรุปสำนวนฟ้องก่อนหลุดฝากขัง
ความคืบหน้ากรณี "แอร์มีนา" ถูกตำรวจออสเตรเลียจับกุม หลังพบซุกซ่อนยาเสพติดข้ามชาติ ล่าสุด วันนี้ (9 ก.ย.69) ที่สำนักงานอัยการสอบสวน อาคารถนนบรมราชชนนี นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เป็นประธานการประชุมพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดในคดี องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อเร่งติดตามขยายผลคดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยใช้เวลาการประชุมราว 1 ชั่วโมง
นายวัชรินทร์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า หลังเกิดเหตุในออสเตรเลีย ชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้เร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริงจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาในประเทศไทยได้แล้ว 3 คน คือ นายอุทัย, นายนันทวัฒน์ (ผู้ทำลายของกลาง) และนายเอกวิทย์ ส่วนตัวการสำคัญอีก 1 คน คือ น.ส.จันทรา หรือ "rose rose" ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี รวมผู้ต้องหาในกลุ่มนี้ทั้งหมด 4 คน
ในส่วนของกระบวนการทางกฎหมาย คดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักรอำนาจการสั่งคดีและตั้งพนักงานสอบสวนเป็นของอัยการสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว เดิมที บช.ปส. ได้แยกดำเนินคดีออกเป็น 2 สำนวน เนื่องจากผู้ต้องหาบางคนไม่ได้ร่วมกระทำผิดในพฤติการณ์แรก และมีประเด็นเรื่องการทำลายของกลางของนายนันทวัฒน์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ภายหลังได้รวมสำนวนเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด เนื่องจากพฤติการณ์ความผิดเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและปลายทางประเทศออสเตรเลีย จึงเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร
อัยการสูงสุดได้เห็นพ้องและแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมารับผิดชอบคดี โดยมอบหมายให้รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยมีตนคอยกำกับดูแล และมอบหมายให้ ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ โดยมีอัยการจากสำนักงานการสอบสวนเข้าร่วมสอบสวนด้วยตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งการสั่งให้เป็นคดีนอกราชอาณาจักรมีข้อดีในทางกฎหมาย คือ ช่วยลดขั้นตอนความซับซ้อนของการสั่งคดี โดยอำนาจสั่งคดีจะเบ็ดเสร็จอยู่ที่ “อัยการสูงสุด” เพียงท่านเดียว หากมีคำสั่งฟ้อง สำนักงานคดียาเสพติดจะนำคดีขึ้นสู่ศาลทันที ทำให้กระบวนการกระชับและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ปัจจุบันระยะเวลาการฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 3 คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ เหลือระยะเวลาฝากขังอีกประมาณ 15 วันเท่านั้น คณะทำงานจึงต้องเร่งสรุปสำนวน โดยตั้งเป้าทำสำนวนให้เสร็จเร็วที่สุดภายในวันที่ 11 ก.ย.นี้ หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินวันที่ 14 ก.ย.นี้ เพื่อเสนอตามลำดับชั้น ให้ทันพิจารณาสั่งฟ้องก่อนครบกำหนดฝากขัง ป้องกันไม่ให้ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา
สำหรับข้อหาหลักที่พนักงานสอบสวนแจ้งแก่ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน มีทั้งสิ้น 4 ข้อหา ได้แก่ 1.สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด 2.ร่วมกันจำหน่ายและร่วมกันส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) เพื่อการค้าและส่งผลกระทบต่อความมั่นคง (การจ้างวานแอร์มีนา นำเฮโรอีนบรรจุถุงลายช้างไปส่งที่ออสเตรเลีย) 3.ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 4.ร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ ทำลาย ซ่อนเร้น หรือทำให้สูญหายซึ่งพยานหลักฐาน (จากการนำเฮโรอีนไปทำลาย)
ทั้งนี้ จากการประชุมร่วมคณะทำงานได้มอบหมายภารกิจสำคัญ 2 ประเด็น คือ 1.สืบสวนหาตัวผู้รับยาปลายทาง โดยมอบหมายให้ บช.ปส. สืบสวนขยายผลเพิ่มเติมว่า “ใครคือคนที่มารับยาเสพติดจากแอร์มีนาที่ประเทศออสเตรเลีย” รวมถึงการตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยตามเบาะแส เช่น บุคคลที่ใช้ชื่อว่า "เดียร์" หรือชื่ออื่นๆ หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงใครเพิ่มเติม จะทำการแยกสำนวนเพื่อดำเนินคดีขยายผลต่อไป และ 2.แจ้งข้อหาพยายามกระทำความผิด (นำเข้าส่งออกยาเสพติด) กรณี “น.ส.จิตรลดา” พยานสำคัญ ซึ่งจากการสอบสวนพบพฤติการณ์อีกกรรมหนึ่ง คือ “rose rose” เคยว่าจ้าง น.ส.จิตรลดา ลูกสาวของแอร์โฮสเตสอีกท่านหนึ่งให้หิ้วของเช่นกัน แต่ น.ส.จิตรลดาไหวตัวทันและปฏิเสธไม่รับทำ พร้อมส่งมอบของคืนกลับไปที่อยุธยาฯ ก่อนที่จะมีการนำยาเสพติดไปทำลายทิ้ง
นายวัชรินทร์ ย้ำว่า น.ส.จิตรลดา มีฐานะเป็นพยานที่สำคัญในคดี ไม่ใช่ผู้ต้องหา แต่พฤติการณ์ของผู้ต้องหาที่ไปใช้จ้างวาน น.ส.จิตรลดาเข้าข่ายกระทำความผิดแล้ว แต่ไม่บรรลุผล จึงมีมติให้แจ้งข้อหาร่วมกันพยายามส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพิ่มเติมแก่กลุ่มผู้ต้องหาด้วย
ในส่วนของการประสานข้อมูลกับต่างประเทศ ทางการไทยได้รับการอนุเคราะห์ข้อมูลบางส่วนที่เป็นประโยชน์จากออสเตรเลีย ผ่านช่องทาง ผบช.ปส. เช่น ผลการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด และรายละเอียดเกี่ยวกับตัวของแอร์มีนา ซึ่งได้นำเข้าประกอบในสำนวนเรียบร้อยแล้ว ส่วนสิทธิการดำเนินคดีกับ แอร์มีนา เนื่องจากแต่ละประเทศมีอำนาจอธิปไตยและเขตอำนาจศาลเป็นของตนเอง การดำเนินคดีในปัจจุบันจึงเป็นอำนาจของศาลเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่หากในอนาคตทางการออสเตรเลียสั่งไม่ฟ้องและปล่อยตัวกลับมา ประเทศไทยในฐานะเจ้าของคดีหลักนอกราชอาณาจักร สามารถนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของไทย เพื่อพิจารณาความผิดตามกฎหมายไทยได้ทันที เทียบเคียงกรณีคดีของ ”น้องเทียน“ ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น
สำหรับแผนการปฏิบัติงานจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ โดยคณะพนักงานสอบสวน บช.ปส. พร้อมด้วยอัยการจากสำนักงานการสอบสวน จะเดินทางเข้าไปยังเรือนจำเพื่อดำเนินการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม กรณีพยายามส่งออกฯ แก่ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน โดยจะนำทนายความเข้าร่วมรับฟังการแจ้งข้อหาด้วย เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงตามที่กฎหมายบังคับไว้
พร้อมกันนี้ได้ฝากเตือนไปยังประชาชนและผู้ประกอบอาชีพรับจ้างหิ้วของข้ามประเทศ ให้เพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบสิ่งของอย่างรอบคอบ เนื่องจากกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติตั้งใจใช้ผู้รับจ้างหิ้วของเป็นเครื่องมือในการลำเลียงยาเสพติดไปยังต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา